Friday, November 9, 2012

พิธีการศุลกากร >> พิธีการศุลกากรท่าอากาศยาน :: กรมศุลกากร


  พิธีการศุลกากรสำหรับผู้โดยสารขาเข้า
  การผ่านพิธีการศุลกากรโดยใช้ใบขนขาเข้าพิเศษ
  พิธีการศุลกากรขาเข้าทางอากาศยานโดยทำใบขนสินค้าขาเข้าปกต
  พิธีการศุลกากรขาออกทางอากาศยาน
  การตรวจปล่อยของนำเข้าเร่งด่วน (Express Consignments)






1. พิธีการศุลกากรสำหรับผู้โดยสารขาเข้า

         ผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และไม่มีของต้องเสียภาษีอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัด ให้ผ่านพิธีการศุลกากรช่องตรวจสีเขียว สำหรับผู้โดยสารที่มีของต้องเสียภาษีอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัด หรือไม่แน่ใจว่าของที่นำเข้านั้นเป็นของดังกล่าวหรือไม่ ให้ผ่านพิธีการศุลกากรที่ช่องตรวจสีแดง
 
   1.1 ของที่ต้องชำระอากร
            โดยทั่วไป ของทุกชนิดที่นำเข้ามาในประเทศไทยต้องเสียภาษีอากรตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ร.ก. พิกัดอัตราศุลกากร และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างประเทศต้องมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกัน แต่กรมศุลกากรได้อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ให้สามารถชำระภาษีอากรสำหรับของติดตัวผู้โดยสารได้ โดยไม่ต้องผ่านพิธีการศุลกากรอย่างเต็มรูปแบบในลักษณะการค้า วิธีดังกล่าวนั้น เรียกว่า การเสียภาษีอากรปากระวาง ซึ่งมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้
       เป็นของที่นำเข้ามาใช้เอง มีจำนวนเห็นได้ชัดว่ามิใช่เพื่อการค้า
   ของมีมูลค่าไม่เกิน 80,000.00 บาท
   ผู้โดยสารต้องสามารถชำระค่าภาษีอากรเป็นเงินสดได้ในวันนำเข้า
            กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะส่งของทั้งหมด ไปปฏิบัติพิธีการศุลกากร ที่ฝ่ายพิธีการกลาง ส่วนบริการภาษีอากร สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ ด่านศุลกากรภูมิภาคที่มีท่าอากาศยานนานาชาติ โดยผู้โดยสารจะได้รับใบรับฝากสิ่งของ (แบบที่ 466) ไว้เป็นหลักฐานเพื่อไปติดต่อชำระภาษีอากรในภายหลัง
  1.2 ของที่ได้รับยกเว้นอากร
         (1) ของใช้ส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตนสำหรับใช้เอง เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง เครื่องประดับ รองเท้า นาฬิกา ปากกา แว่นตา น้ำหอม เป็นต้น หรือของใช้ในวิชาชีพและมีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะ มูลค่าไม่เกิน 10,000.00 บาท จะได้รับการยกเว้นอากร ทั้งนี้ ต้องมีเอกสารใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐาน หากไม่มี เจ้าหน้าที่จะพิจารณาตาม หลักฐานอื่นประกอบ แต่ของใช้ส่วนตัวดังต่อไปนี้จะต้องมีปริมาณไม่เกินที่กำหนด
 
      บุหรี่ ไม่เกิน 200 มวน หรือ ซิการ์และยาเส้น ไม่เกิน 250 กรัม
  สุรา 1 ลิตร
         (2) ของใช้ในบ้านเรือนที่ใช้แล้ว เช่น โทรทัศน์ วิทยุ วีดีทัศน์ เครื่องโทรสาร ที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตนเนื่อง จากการย้ายภูมิลำเนาและมีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะ ได้รับยกเว้นอากร แต่ก็จะต้องมาผ่านพิธีการศุลกากรที่ช่องตรวจสีแดง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบของ
  1.3 แผนผังแสดงขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการสำหรับผู้โดยสารขาเข้า
 


2. การผ่านพิธีการศุลกากรโดยใช้ใบขนขาเข้าพิเศษ

  ใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กศก. 102) ใช้สำหรับ ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรในลักษณะ ดังนี้
(1) หนังสือพิมพ์รายวัน รายคาบ รายปักษ์ และภาพข่าว
(2) ส่วนประกอบและสิ่งอุปกรณ์อากาศยาน ซึ่งนำเข้ามาเพื่อใช้แทนของเก่า หรือเพื่อใช้ซ่อม
(3) ของผู้โดยสารซึ่งไม่ได้นำติดตัวเข้ามาพร้อมกับตน (Unaccompanied Baggage) และไม่มีลักษณะเป็นสินค้า
(4) ของใช้ส่วนตัว หรือของติดตัวผู้โดยสาร ซึ่งนำเข้ามาพร้อมกับตนหรือไม่ได้นำเข้ามาพร้อมกับตน แต่มาในระวางบรรทุกที่ไม่มีลักษณะเป็นสินค้าในทางการค้า
(5) ของขวัญ หรือของตัวอย่างที่ไม่มีลักษณะเป็นสินค้าในทางการค้า ซึ่งนำเข้ามาแต่ละครั้ง มีราคาพึงประเมินไม่เกิน 20,000 บาท โดยไม่จำกัดว่าค่าอากรที่จะต้องชำระเป็นจำนวนเงินเท่าใด ทั้งนี้มีเงื่อนไขอีกว่า
         ของนั้นต้องไม่เป็นของที่ได้รับการลดหย่อน หรือยกเว้นค่าภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมการลงทุน หรือกฎหมายอื่น หรือกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร เว้นแต่การลดหย่อนเป็นการทั่วไปตามประกาศกระทรวงการคลัง
         ต้องไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด ซึ่งต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับรองประกอบการตรวจสอบพิธีการฯ เว้นแต่ของที่ได้รับการผ่อนผันใบอนญาต หรือใบรับรองดังกล่าว
(6) พลอยกิวด้า ที่ผู้โดยสารนำติดตัวเข้ามาทางส่วนตรวจของผู้โดยสาร
(7) ของติดตัวผู้โดยสาร (Accompanied Baggage) ประเภทชิ้นส่วนอะไหล่ หรือชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักร รวมถึงของอื่นๆ ที่มีลักษณะความจำเป็นต้องใช้งานเร่งด่วนในการผลิต
  2.1 เอกสารที่ควรจัดเตรียมในการผ่านพิธีการศุลกากรโดยใช้ใบขนขาเข้าพิเศษ
    (1) ใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษ (แบบ กศก.102)
(2) บัญชีราคาสินค้า
(3) ใบตราส่งสินค้า (Airway Bill) ยกเว้นของที่ส่งมาจากส่วนตรวจของผู้โดยสาร
(4) บัญชีรายละเอียดบรรจุหีบห่อ (Packing List) (ถ้ามี)
(5) ใบสั่งปล่อยทางอากาศยาน (Customs Permit) (ถ้ามี)
(6) ใบอนุญาตการนำเข้า (ถ้ามี)
(7) เอกสารอื่น ๆ เช่น ใบมอบอำนาจ
  2.2 ขั้นตอนการผ่านพิธีการโดยใชัใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษ
    (1) ผู้นำเข้ายื่นใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษ และเอกสารประกอบต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำคลังสินค้า เพื่อตรวจสอบและนำของออกจากคลังสินค้ามาทำการตรวจปล่อยได้ทันที โดยไม่ต้องยื่นเอกสารดังกล่าว ผ่านฝ่ายพิธีการฯ ตามปกติ
(2) เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำคลังสินค้าจะมอบต้นฉบับ Customs Permit ให้กับเจ้าของคลังสินค้าเพื่อนำของมาให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำการตรวจปล่อยต่อไป
(3) ผู้นำเข้าต้องสำแดงชนิด จำนวน น้ำหนัก ขนาด เครื่องหมายการค้า ตลอดจนรายละเอียดอื่นๆของสินค้า (หากมี) ราคาและค่าภาษีอากร ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
(4) หากผู้นำเข้าไม่ทราบรายละเอียดแห่งของที่นำเข้า และไม่มีเอกสารเกี่ยวกับการนำเข้าอื่นๆ นอกจาก Airway Bill ผู้นำเข้าหรือตัวแทนต้องขอเปิด Bill Of Sight เพื่อจะได้ทำการเปิดตรวจหีบห่อออกดูสินค้าซึ่งในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำคลังสินค้า และเมื่อได้ดูสินค้าแล้ว ผู้นำเข้าหรือตัวแทน ต้องสำแดงรายละเอียดสินค้าลงในใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษ เหมือนเช่นกระทำในขั้นตอนที่ 3
(5) เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำการตรวจสอบความถูกต้องระหว่างเอกสารและตัวสินค้าจริง พร้อมทั้งบันทึกผลการตรวจ และชักตัวอย่างสินค้าส่งไปให้เจ้าหน้าที่ประเมินอากรประจำคลังสินค้าตรวจสอบ และทำการประเมินราคาและค่าภาษีอากรต่อไป
(6) เมื่อเจ้าหน้าที่ประเมินตรวจสอบและทำการประเมินราคา ค่าภาษีอากรแล้วให้ผู้นำเข้าชำระค่าภาษีอากร
(7) ผู้นำเข้าชำระอากรเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะทำการตรวจปล่อยของและลงชื่อตลอดจนวันที่ เดือน ปี กำกับไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษ


3. พิธีการศุลกากรขาเข้าทางอากาศยานโดยทำใบขนสินค้าขาเข้าปกติ
    
    เมื่อมีการนำของเข้ามาทางอากาศยานในลักษณะของสินค้า และไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการจัดทำใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษ ผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติพิธีการศุลกากรโดยยื่นใบขนสินค้าตามปกติ ดังต่อไปนี้
  3.1 เอกสารที่ผู้นำเข้าควรจัดเตรียมในการผ่านพิธีการใบขนสินค้าขาเข้าปกติ

  (1) 1. ใบขนสินค้าขาเข้าฯ (แบบ กศก.99/1) พร้อมสำเนา
(2) ใบตราส่งสินค้า (Airway Bill)
(3) บัญชีราคาสินค้า (Invoice)
(4) บัญชีรายละเอียดบรรจุหีบห่อ (Packing List) (ถ้ามี)
(5) ใบแจ้งยอดเบี้ยประกันภัย (Insurance Premium Invoice)
(6) ใบสั่งปล่อย หรือ Customs Permit (แบบ กศก. 100/1 หรือแบบที่ 469)
(7) แบบธุรกิจต่างประเทศ กรณีมูลค่าสินค้าเกิน 500,000 บาท
(8) แบบแสดงรายละเอียดราคาศุลกากร (แบบ กศก.170)
(9) ใบอนุญาต หรือหนังสืออนุญาตสำหรับของควบคุมการนำเข้า (ถ้ามี)
(10) ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate Of Origin) (ถ้ามี) ในกรณีใช้ประกอบการลดอัตราอากรสำหรับสินค้านำเข้ามาจากประเทศที่มีข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น WTO , AFTA และกรณีอื่นๆ
(11) เอกสารอื่นที่จำเป็น เช่น เอกสารแสดงส่วนผสม คุณลักษณะ การใช้งาน แคตตาล๊อก ฯลฯ

3.2 ขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการนำเข้าสินค้าทางอากาศยาน

  (1) ผู้นำเข้าหรือตัวแทนบันทึกข้อมูลบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ทุกรายการเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองหรือผ่าน Service Counter โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะแปลงข้อมูลบัญชีราคาสินค้าให้เป็นข้อมูลใบขนสินค้าโดยอัตโนมัติ และให้ผู้นำเข้าหรือตัวแทนส่งเฉพาะข้อมูลใบขนสินค้ามายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากร

(2) เครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรจะตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นในใบขนสินค้าที่ส่งเข้ามา เช่น ชื่อและที่อยู่ผู้นำของเข้า เลขประจำตัวผู้เสียภาษี พิกัดอัตราศุลกากร ราคา เป็นต้น ถ้าพบว่าข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าที่ส่งมาไม่ถูกต้อง เครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรจะแจ้งกลับไปยังผู้นำเข้าหรือตัวแทนเพื่อให้แก้ไขให้ถูกต้อง

(3) เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรตรวจสอบข้อมูลในใบขนสินค้าที่ส่งมาถูก ต้องครบถ้วนแล้วจะออกเลขที่ใบขนสินค้าขาเข้า พร้อมกับตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ เพื่อจัดกลุ่มใบขนสินค้าขาเข้าในขั้นตอนการตรวจสอบพิธีการเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้ แล้วแจ้งกลับไปยังผู้นำเข้าหรือตัวแทนเพื่อจัดพิมพ์ใบขนสินค้า
        ใบขนสินค้าขาเข้าประเภทที่ไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ (Green Line) สำหรับใบขน สินค้าประเภทนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์จะสั่งการตรวจ หลังจากนั้น ผู้นำเข้าหรือตัวแทนสามารถนำใบขนสินค้าขาเข้าไปชำระค่าภาษีอากรได้
        ใบขนสินค้าขาเข้าประเภทที่ต้องตรวจสอบพิธีการ (Red Line) ) สำหรับใบขนสินค้าประเภทนี้ ผู้นำเข้าหรือตัวแทนต้องนำใบขนสินค้าไปติดต่อกับหน่วยงานประเมินอากรของท่า ที่นำของเข้า
(4) เมื่อผู้นำเข้าหรือตัวแทนชำระค่าภาษีอากรแล้ว ให้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ของบริษัทไทย แอร์พอร์ท กราวด์ เซอร์วิส จำกัด (TAGS) หรือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (แล้วแต่กรณี) และเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำคลังสินค้าซึ่งสินค้านั้นเก็บรักษาอยู่เพื่อ ดำเนินการดังต่อไปนี้
- ชำระค่าเก็บรักษา (Rent)
- ตัดบัญชีสินค้าสำหรับเรือหรืออากาศยาน (Manifest)
- กำหนดชื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้ตรวจปล่อยสินค้า (Inspection Sheet)
- เจ้าหน้าที่ศุลกากรเลือกเปิดตรวจ (Inspection Criteria)
- เจ้าหน้าที่ศุลกากรออกใบอนุญาตให้นำของออกจากอารักขาของศุลกากรได้ (Customs Permit)
- นำสินค้านั้นออกจากคลังสินค้า
(5) ผู้นำเข้าหรือตัวแทนต้องจัดเก็บข้อมูลบัญชีราคาสินค้าตามวรรคแรกในรูปของสื่อคอมพิวเตอร์เป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพื่อใช้สำหรับการตรวจสอบใบขนสินค้าหลังการตรวจปล่อย
 

4. พิธีการศุลกากรขาออกทางอากาศยาน

           ในการส่งสินค้าใดๆ ออกนอกราชอาณาจักร ผู้ส่งออกหรือตัวแทนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่กรมศุลกากรกรและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการนำเข้า อาทิ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมปศุสัตว์ ฯลฯ ที่กำหนดไว้ให้ครบถ้วน โดยมีคำแนะนำในการจัดเตรียมเอกสารและปฏิบัติตามขั้นตอนพิธีการศุลกากรในการนำเข้าสินค้า ดังนี้
  4.1 เอกสารที่ควรจัดเตรียมในการปฏิบัติพิธีการศุลกากรขาออกทางอากาศยาน

  - ใบขนสินค้าขาออก (แบบ กศก. 101/1) พร้อมสำเนา 1 ฉบับ
- คู่ฉบับใบขนสินค้ามุมน้ำเงิน ใช้ในกรณีที่ผู้ส่งออกจะขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร หรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่น เช่น ใช้ตัดบัญชีวัตถุดิบ BOI เป็นต้น
- คู่ฉบับใบขนสินค้า ใช้ในกรณีต้องส่งตัวอย่างสินค้าที่จะนำออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิต เพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร
- ใบแนบใบขนสินค้าขาออกขอคืนอากรตาม ม. 19 ทวิ (แบบ กศก. 113) ใช้ในกรณีที่ผู้ส่งออกจะขอคืนอากรวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิต หรือผสม หรือประกอบ หรือบรรจุสินค้า ที่ส่งออก ตามมาตรา 19 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482
- ใบสุทธิสำหรับนำกลับ ใช้เป็นหลักฐานในกรณีที่ผู้ส่งออก จะนำสินค้ากลับเข้ามาตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 1 , 2
- แบบธุรกิจต่างประเทศ กรณีที่สินค้าส่งออกมีมูลค่า FOB เกินกว่า 500,000 บาท
- บัญชีราคาสินค้า (Invoice) กรณีที่มีการเพิ่มคู่ฉบับใบขนสินค้า หรือใบแนบใบขนสินค้าให้เพิ่มสำเนาเท่ากับจำนวนใบขนสินค้า หรือใบแนบใบขนสินค้าที่เพิ่มขึ้น
- บัญชีบรรจุหีบห่อ (Packing List) (ถ้ามี)
- หนังสืออนุญาตให้ส่งสินค้าออกหรือหนังสือรับรองต่างๆ (ถ้ามี)
- คำร้องต่างๆ เช่น คำร้องขอเพิ่มคู่ฉบับใบขนสินค้าฉบับมุมน้ำเงิน คำร้องขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร (แบบ 129)

4.2 ขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการส่งออกสินค้าทางอากาศยาน

  (1) ผู้ส่งออกหรือตัวแทนส่งข้อมูลใบขนสินค้าขาออกทุกรายการจากเครื่อง คอมพิวเตอร์ของผู้ส่งออกหรือตัวแทนมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรโดย ผ่านบริษัทผู้ให้บริการระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์

(2) เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรตรวจสอบข้อมูลในใบขนสินค้าขาออกส่งมาถูกต้องครบถ้วนแล้ว จะออกเลขที่ใบขนสินค้าขาออกและตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ เพื่อจัดกลุ่มใบขนสินค้าขาออกเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้และแจ้งกลับไปยังผู้ส่งออกหรือตัวแทน เพื่อจัดพิมพ์ใบขนสินค้า
        ใบ ขนสินค้าขาออกที่ต้องตรวจสอบพิธีการ (Red Line) สำหรับใบขนสินค้าประเภทนี้ ผู้ส่งออกหรือตัวแทนต้องนำใบขนสินค้าไปติดต่อกับหน่วยงานประเมินอากรของท่า ที่จะส่งสินค้าออก
        ใบขนสินค้าขาออกที่ไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ (Green Line) สำหรับใบขนสินค้าขาออกประเภทนี้ ผู้ส่งออกสามารถชำระค่าอากร (ถ้ามี) และดำเนินการนำสินค้าไปตรวจปล่อยเพื่อส่งออกได้เลย

(3) การตรวจปล่อยสินค้า ใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการศุลกากรเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ส่งออกหรือตัวแทนนำมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรเพื่อทำการตรวจปล่อยสินค้าที่คลังสินค้าขาออกที่ 1 ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ที่คลังสินค้าขาออกที่ 2 ของบริษัท ไทย แอร์พอร์ท กราวด์ เซอร์วิส จำกัด (TAGS) ตามที่กำหนดไว้ในใบขนสินค้า

5. การตรวจปล่อยของนำเข้าเร่งด่วน (Express Consignments)

          ธุรกิจ การขนส่งสินค้าเร่งด่วน เป็นธุรกิจที่ให้บริการรับส่งจดหมาย เอกสารทางการค้า ของฝาก ของขวัญ สินค้าประเภทวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูปที่ลูกค้าฝากส่งไปยังผู้รับ ในเมืองปลายทางในประเทศเดียวกันหรือในอีกประเทศหนึ่ง โดยให้ถึงมือผู้รับโดยด่วนตามวัน เวลาที่กำหนดตามอัตราค่าธรรมเนียมการให้บริการ อาทิ ภายใน 08.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ภายในหนึ่งหรือสองวันทำการ เป็นต้น ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นการส่งถึงมือผู้รับในอีกประเทศหนึ่ง ผู้ประกอบธุรกิจนี้ส่วนใหญ่จะรับทำหน้าที่เป็นตัวแทนออกของ (Customs Broker) ปฏิบัติพิธีการศุลกากรให้ทั้งขาออกและขาเข้า เพื่อนำของออกจากอารักขาของศุลกากรและนำส่งให้ถึงมือผู้รับทันที การรับทำหน้าที่ตัวแทนออกของของผู้ประกอบธุรกิจนี้ อาจดำเนินการเองหรืออาจจ้างและแต่งตั้งให้บริษัทตัวแทนออกของรายอื่นทำ หน้าที่แทน

ในการนี้ กรมศุลกากรจึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการและตรวจปล่อยของเร่งด่วนที่ 1 (ศพด.1) ณ ฝ่ายตรวจสินค้าขาเข้าที่ 1 ส่วนการนำเข้า และศูนย์ปฏิบัติการและตรวจปล่อยของเร่งด่วนที่ 2 (ศพด.2) ณ ฝ่ายตรวจสินค้าขาออก ส่วนการส่งออก และให้บริษัท ไทย แอร์พอร์ตส์ กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (TAGS) และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เก็บรักษาและรับผิดชอบของนำเข้าในลักษณะเร่งด่วนในคลังสินค้าอนุมัติ ตามสัญญาประกันและทัณฑ์บนที่ให้ไว้ต่อกรมศุลกากร การปฏิบัติพิธีการและตรวจปล่อยของนำเข้าในลักษณะเร่งด่วน แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
         - การนำเข้าโดยมีผู้โดยสารนำพามาในลักษณะถุงเมล์ด่วน
         - การนำเข้าของเร่งด่วนในลักษณะที่ไม่มีผู้โดยสารนำพามา
ปัจจุบัน กรมศุลกากรได้จำแนกสินค้าเร่งด่วนแบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้

          ประเภทที่ 1    เอกสารไม่ต้องชำระอากร ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 ซึ่งไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด
          ประเภทที่ 2   ของไม่ต้องชำระอากร ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 ซึ่งไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด
          ประเภทที่ 3   ของต้องชำระอากรโดยแต่ละรายการมีราคา FOB ไม่เกิน 20,000 บาท และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด หรือของที่ต้องส่งตัวอย่างวิเคราะห์สินค้าก่อนปล่อย
          ประเภทที่ 4   ของอื่นๆนอกจากของตามประเภทที่ 1, 2 และ 3
  5.1 การปฏิบัติพิธีการสินค้านำเข้าที่มีผู้โดยสารนำพามาในลักษณะถุงเมล์ด่วน

  5.1.1 เอกสารที่ควรจัดเตรียมสำหรับปฏิบัติพิธีการสินค้านำเข้าที่มีผู้โดยสารนำพามาในลักษณะถุงเมล์ด่วน
 
(1) แบบสำแดงรายละเอียดของนำเข้าเร่งด่วนหรือบัญชีสินค้าทางอากาศยาน (Express Cargo Manifest)
(2) ใบรับรองการเดินทางเข้าสำหรับผู้โดยสารที่นำของเข้าในลักษณะถุงเมล์ด่วน
(3) หนังสือเดินทางผู้โดยสาร (Passport)
(4) ใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษตามประเภทของสินค้าเร่งด่วน
(2) ใบตราส่งสินค้า (Airway Bill)
(3) บัญชีราคาสินค้า (Invoice)
(4) ใบแจ้งยอดเบี้ยประกันภัย (Insurance Premium Invoice)
(5) ใบสั่งปล่อย หรือ Customs Permit ที่มี Bar Code
(6) แบบธุรกิจต่างประเทศ กรณีมูลค่าสินค้าเกิน 500,000 บาท
(7) แบบแสดงรายละเอียดราคาศุลกากร (แบบ กศก.170)
(8) ใบอนุญาต หรือหนังสืออนุญาตสำหรับของควบคุมการนำเข้า (ถ้ามี)
(9) เอกสารอื่น ๆ เช่น หนังสือมอบอำนาจ
  5.1.2 ขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการสินค้านำเข้าที่มีผู้โดยสารนำพามาในลักษณะถุงเมล์ด่วน
    (1) ตัวแทนสายการบินหรือผู้นำเข้าแจ้งบัญชีแสดงรายละเอียดสินค้า (MANIFEST) ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำ ศพด. 1 หรือ ศพด. 2 แล้วแต่กรณี ล่วงหน้าก่อนของมาถึงไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ ถุงเมล์หรือภาชนะบรรจุของนำเข้าเร่งด่วนในลักษณะที่มีผู้โดยสารนำพาที่ ให้ติดแถบสัญลักษณ์ ดังต่อไปนี้
       -  เอกสาร (Document) ติดแถบสัญลักษณ์สีเขียว
       -  ของที่ไม่ใช่เอกสาร (Non-Document) ติดแถบสัญลักษณ์สีแดง
       -  เอกสารและของที่ไม่ใช่เอกสารรวมกัน
(2) ผู้โดยสารยื่นเอกสารการเดินทางและแบบสำแดงรายละเอียดของติดตัวผู้โดยสาร ลักษณะถุงเมล์ด่วนที่นำเข้ามาในแต่ละเที่ยวบินให้ส่วนตรวจของผู้โดยสารตรวจ สอบและรับรอง
(3) เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารการเดินทางของผู้โดยสาร และเอกสารประกอบเกี่ยวกับการสำแดงรายละเอียดของติดตัวผู้โดยสารลักษณะถุง เมล์ด่วนเรียบร้อยแล้ว จะรับรองการเดินทางเข้าของผู้โดยสารและรับรองการสำแดงรายละเอียดของติดตัว ผู้โดยสารลักษณะถุงเมล์ด่วนตามแบบที่กำหนด (“ใบรับรองการเดินทางเข้าสำหรับผู้โดยสารที่นำของเข้าในลักษณะถุงเมล์ด่วน”) และมอบให้ผู้นำของเข้าหรือตัวแทนนำไปใช้เป็นหลักฐานในการปฏิบัติพิธีการที่ ศพด.1 หรือ ศพด. 2 แล้วแต่กรณี
(4) บริษัทตัวแทนสายการบินที่ขนส่งถุงเมล์หรือภาชนะบรรจุของเร่งด่วนควบคุมและขน ถ่ายของจากเครื่องบินมายัง ศพด.1 หรือ ศพด. 2 (แล้วแต่กรณี) โดยตรง แล้วนำของเร่งด่วนเข้าเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ที่กำหนดในคลังสินค้าอนุมัติ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทตัวแทนสายการบิน เพื่อรอทำการตรวจสอบความถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรและตัวแทนผู้นำของเข้า อีกครั้งหนึ่ง
(5) เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำศูนย์ปฏิบัติพิธีการและตรวจปล่อยของเร่งด่วน จะตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณและน้ำหนักของเร่งด่วนที่นำเข้าในแต่ละเที่ยวบินซึ่งได้ขนถ่ายมาจัดเก็บไว้ ณ พื้นที่ที่กำหนดในคลังสินค้าให้ถูกต้องตรงกันกับบัญชีสินค้าทางอากาศยาน (Cargo Manifest) และคัดแยกของออกเป็น 4 ประเภทพร้อมลงนามรับรองใน “แบบสำแดงรายละเอียดการคัดแยกของนำเข้าเร่งด่วน”
(6) ผู้ประกอบการจัดทำใบขนสินค้าขาเข้าตามประเภทของสินค้าเร่งด่วน ดังต่อไปนี้
        -  ของประเภทที่ 1 และ 2 จัดทำใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษ (แบบ 5) และสำแดงรายการรวมเป็นเอกสารหรือของที่ได้รับการยกเว้นอากร
        -  ของประเภทที่ 3 จัดทำใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษ (แบบ 6) และสำแดงรายการเป็นของเบ็ดเตล็ด
        -  ของตามประเภทที่ 4 ให้ผู้นำเข้ารับสำเนา “แบบสำแดงรายละเอียดของนำเข้าเร่งด่วนประเภทที่ 4” ไปจัดทำใบขนสินค้าขาเข้าพิเศษ หรือใบขนสินค้าขาเข้าตามปกติแล้วแต่กรณี
(7) เมื่อผู้ประกอบการจัดทำใบขนสินค้าตามแบบที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบอีกครั้งหากถูกต้องจะทำการเรียกเก็บค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าเร่งด่วนประเภทที่ 3 และออกใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรให้ แล้วตรวจปล่อยสินค้าเร่งด่วนประเภทที่ 1-3 ทั้งหมดเพื่อให้ผู้ประกอบการนำออกจากคลังสินค้าไปส่งให้ถึงมือผู้รับที่แท้จริงโดยด่วนต่อไป
(8) สำหรับสินค้าเร่งด่วนประเภทที่ 4 จะนำเข้าเก็บไว้ในคลังสินค้าเร่งด่วนของบริษัท TAGS หรือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แล้วแต่กรณี เพื่อรอให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเร่งด่วน (กรณีได้รับมอบหมายจากผู้นำเข้า) มาปฏิบัติพิธีการผ่านใบขนสินค้าชำระภาษีอากรและตรวจปล่อยตามปกติต่อไป
(9) การนำสินค้าเร่งด่วนที่ผ่านการตรวจปล่อยจากเจ้าหน้าที่ออกจากประตูคลังสินค้า ผู้ประกอบการจะต้องยื่นแบบใบสั่งปล่อยสินค้า (Customs Permit) ซึ่งติดแถบ Bar-Code ให้เจ้าหน้าที่ประจำหน้าประตูคลังสินค้าตรวจสอบด้วยเครื่องอ่าน Bar-Code ว่าเป็นสินค้ารายเดียวกับที่ผ่านการตรวจปล่อยแล้ว


5.2 การนำเข้าของเร่งด่วนในลักษณะที่ไม่มีผู้โดยสารนำพามา

  5.2.1 เอกสารที่ควรจัดเตรียมในการนำเข้าสินค้าเร่งด่วนในลักษณะที่ไม่มีผู้โดยสารนำพามา
 
(1) แบบสำแดงรายละเอียดการคัดแยกของนำเข้าเร่งด่วน
(2) ใบขนสินค้าขาเข้าสำหรับของนำเข้าเร่งด่วนแต่ละประเภท
(3) บัญชีสินค้าทางอากาศยาน (Cargo Manifest)
(4) บัญชีสินค้ารวม (Consolidated Manifest)
(5) แบบใบสั่งปล่อยสินค้า (Customs Permit) ที่มี Bar Code
(6) ใบตราส่งสินค้า (Airway Bill)
(7) บัญชีราคาสินค้า (Invoice)
(8) ใบแจ้งยอดเบี้ยประกันภัย (Insurance Premium Invoice)
(9) แบบธุรกิจต่างประเทศ กรณีมูลค่าสินค้าเกิน 500,000 บาท
(10) แบบแสดงรายละเอียดราคาศุลกากร (แบบ กศก.170)
(11) ใบอนุญาต หรือหนังสืออนุญาตสำหรับของควบคุมการนำเข้า (ถ้ามี)
(12) เอกสารอื่น ๆ เช่น หนังสือมอบอำนาจ
  5.2.2 ขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการนำเข้าสินค้าเร่งด่วนในลักษณะที่ไม่มีผู้โดยสารและไม่มีผู้โดยสารนำพามาด้วยระบบ EDI

  (1) ก่อนที่สินค้าเร่งด่วนเที่ยวบินใดจะเข้ามาถึงท่าอากาศยานกรุงเทพ ให้ผู้ประกอบการเรียกข้อมูลชนิดสินค้า ปริมาณ มูลค่า ชื่อผู้ส่งและที่อยู่ ชื่อผู้รับและที่อยู่ จากระบบเครือข่ายหลักของสำนักงานใหญ่ เข้าสู่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของผู้ประกอบการที่ตั้งอยู่ ณ ที่ทำการของบริษัทในบริเวณท่าอากาศยานกรุงเทพ เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์จัดแยกสินค้าเร่งด่วนในเที่ยวบินนั้นออกเป็น 4 ประเภท พร้อมทั้งกำหนดประเภทพิกัดและอัตราอากร และคำนวณค่าภาษีอากรโดยอัตโนมัติสำหรับสินค้าประเภทที่ 3
(2) ข้อมูลที่ได้ดำเนินการตาม (1) แล้วให้ผู้ประกอบการส่งมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำ ศพด.1 หรือ ศพด.2 แล้วแต่กรณี และเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดสินค้าจากเครื่องคอมพิวเตอร์ และกำหนดว่าจะเปิดตรวจของรายใด แล้วส่งข้อมูลทั้งหมดแจ้งกลับไปให้ผู้ประกอบการทราบและใช้เป็นข้อมูลในการ เตรียมคัดแยกสินค้าเมื่อสินค้าเร่งด่วนเที่ยวบินนั้น ๆ เข้ามาถึงท่าอากาศยานกรุงเทพต่อไป
(3) เมื่อสินค้าเข้ามาถึง ผู้ประกอบการจะควบคุมดูแลให้มีการขนถ่ายสินค้าจากเครื่องบินมายังคลังสินค้า ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ศพด.1 หรือ ศพด.2 แล้วแต่กรณี และใช้ข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการไว้ในข้อ (2) ทำการคัดแยกสินค้าเร่งด่วนด้วยเครื่อง Scanning อัตโนมัติออกเป็น 4 ประเภท สินค้ารายที่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้ในระบบว่าประสงค์จะเปิดตรวจจะถูกแยกไว้เป็น เอกเทศเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำการเปิดตรวจสินค้าดังกล่าวร่วมกับผู้ ประกอบการ สำหรับสินค้าที่เจ้าหน้าที่ไม่ระบุให้เปิดตรวจ เจ้าหน้าที่จะสุ่มเลือกมาตรวจโดยวิธีการให้ผ่านเครื่องเอ็กซ์เรย์ (X-Ray)
(4) ในกรณีที่ตรวจพบว่าข้อมูลรายละเอียดสินค้าเกี่ยวกับ ชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก พิกัดอัตราอากร ตลอดจนค่าภาษีอากรที่ผู้ประกอบการยื่นสำแดงไว้ไม่ถูกต้องตรงกับที่เปิดตรวจ พบจริง เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไขข้อมูลในระบบให้ถูกต้องหรือ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่หรือผู้ประกอบการตรวจพบว่าสินค้าเร่งด่วนรายใดที่ในขณะ ดำเนินการจำแนกเข้าประเภทที่ 1-3 ตามข้อ (2) ข้างต้น อยู่ในข่ายสงสัยหรือมีประเด็นพิจารณาว่าไม่ควรจัดเข้าประเภทดังกล่าว ก็อาจสั่งให้จัดเข้าเป็นสินค้าเร่งด่วนประเภทที่ 4
(5) เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอีกครั้งภายหลังจากที่ผู้ประกอบการ ได้แก้ไขข้อมูลทั้งหมดให้ถูกต้องตามข้อ (4) แล้ว เมื่อเห็นว่าถูกต้องจะทำการเรียกเก็บค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าเร่งด่วนประเภท ที่ 3 และออกใบเสร็จรับเงินค่าภาษีอากรให้ แล้วตรวจปล่อยสินค้าเร่งด่วนประเภทที่ 1-3 ทั้งหมดเพื่อให้ผู้ประกอบการนำออกจากคลังสินค้าไปส่งให้ถึงมือผู้รับที่แท้ จริงโดยด่วนต่อไป
(6) สำหรับสินค้าเร่งด่วนประเภทที่ 4 จะนำเข้าเก็บไว้ในคลังสินค้าเร่งด่วนของบริษัท TAGS หรือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แล้วแต่กรณี เพื่อรอให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเร่งด่วน (กรณีได้รับมอบหมายจากผู้นำเข้า) มาปฏิบัติพิธีการผ่านใบขนสินค้าชำระภาษีอากรและตรวจปล่อยด้วยระบบ EDI ของกรมศุลกากรตามปกติต่อไป
(7) การนำสินค้าเร่งด่วนที่ผ่านการตรวจปล่อยจากเจ้าหน้าที่ออกจากประตูคลังสินค้า ผ้ประกอบการจะต้องยื่นแบบใบสั่งปล่อยสินค้า (Customs Permit) ซึ่งติดแถบ Bar-Code ให้เจ้าหน้าที่ประจำหน้าประตูคลังสินค้าตรวจสอบด้วยเครื่องอ่าน Bar-Code ว่าเป็นสินค้ารายเดียวกับที่ผ่านการตรวจปล่อยแล้ว




http://www2.customs.go.th/Formality/AirportFormalities.jsp

Tuesday, October 16, 2012

นำเสนอเครื่องสไลด์กล้วย

กิจกรรมบทที่  1
ข้อที่ 1 
หาก เจ้าของธุรกิจในหน่วยงานมีแรงต่อต้านลึกๆต่อการนำสารสนเทศเข้ามาใช้ อยากทราบว่าท่านอธิบายให้เข้าใจถึงบทบาทและความสำคัญของระบบสารสนเทศที่มี ต่อองค์กรอย่างไร

ตอบ  ใน ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งในชีวิตประจำวัน ชีวิตการทำงานและการดำเนินงานขององค์การต่างๆ จนบางครั้งอาจเปรียบสารสนเทศได้เสมือนกับสายเลือดที่หล่อเลี้ยงการทำงานแทบ ทุกองค์การ
และผลกระทบของสารสนเทศก็มีอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับบุคคล กลุ่ม และองค์การ รวมทั้งการทำงานในสาขาวิชาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานภาครัฐ ธุรกิจ กฎหมาย วิทยาศาสตร์ การศึกษา การแพทย์สาธารณสุข วิศวกรรมศาสตร์ และงานบริการสังคมด้านต่างๆองค์การที่สามารถจัดเก็บสารสนเทศได้ดี ภายใต้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมจะดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มีความได้เปรียบในการแข่งขัน และช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความพอใจในการทำงานมากขึ้น อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด


ประโยชน์ที่ได้จากระบบสารสนเทศที่มีต่อการบริหารงานในองค์กรคือ
  1. เพื่อการวางแผน กำหนดเป้าหมายและนโยบายในการบริหารองค์กร
  2. สามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
  3. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรในองค์กร
  4. ช่วยให้การทำงานรวดเร็ว ถูกต้อง การบริหารงานในองค์กรมีประสิทธิภาพ
  5. ใช้ควบคุมระบบการทำงานในองค์กรให้ดำเนินไปตามนโยบายที่กำหนดไว้
  6. องค์กรมีมาตรฐานและคุณภาพในการดำเนินงาน ทำให้ได้รับความเชื่อถือ
  7. สร้างโอกาสในการลงทุน ทำให้มีการขยายองค์กรให้เจริญเติบโตยิ่งขึ้น
  8. สามารถแข่งขันกับองค์กรอื่น ๆ ได้
ข้อที่2   ให้ นักศึกษาคิดค้นเพื่อปรับปรุงกระบวนการลงทะเบียนในมหาวิทยาลัยราชภัฏให้ดี ขึ้นกว่าเดิมด้วยการนำนวัตกรรมอะไรมาใช้กระบวนการดังกล่าว นวัตกรรมนั้นส่งผลดีด้านใดคุ้มค่ากับการลงทะเบียนหรือไม่ 
 ตอบ  

ข้อที่ 3 
ยกตัวอย่างการนำไอทีมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทางธุรกิจในพื้นที่ของท่านที่ยังดำเนินธุรกิจด้วยมือ

ตอบ ใน พื้นที่ของดิฉัน มีกลุ่มแม่บ้านรวมตัวทำกล้วยฉาบเพื่อจำหน่ายหารายได้เสริม ดิฉันเห็นกลุ่มแม่นั่งหั่นกล้วยต้องเวลานานมากในการหั่นกล้วย ดิฉันจึงขอนำเสนอเครื่องสไลด์กล้วย


http://www.learners.in.th/blogs/posts/522071

Thursday, October 4, 2012

กลยุทธ์กับอินเทอร์เน็ต (Strategy and The Internet)

จากความเจริญและซบเซาลงอย่างรวดเร็วของ dot-coms ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากลยุทธ์เป็นสิ่งที่จำเป็นมากต่อ e-technology เราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านผลประโยชน์ทางการแข่งขันของบริษัท และเพื่อนำกิจกรรมใหม่ๆ และกิจกรรมทางธุรกิจเดิมที่เคยทำมารวมไว้ในระบบที่กระชับมากยิ่งขึ้น
            บริษัทส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับกิจกรรมทางธุรกิจที่เคยทำเป็นธรรมเนียมและลำดับการแข่งขันได้ดีกว่าเครื่องมือชนิดอื่นๆ ตัวอย่างเช่น บริษัท General Electric ได้รวมเอาทักษะที่ชำนาญการของโรงงานเข้ากับเทคโนโลยีเครือข่าย เพื่อสร้างเครือข่ายทางการค้าของ GE ระบบนี้เป็นระบบจัดซื้ออัตโนมัติทาง Web ที่ช่วยลดขั้นตอนการจัดซื้อและลดค่าใช้จ่ายด้านการจัดซื้อลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง สิ่งที่สำคัญกว่านี้คือ ระบบนี้ช่วยให้มี supplier กลุ่มใหญ่ขึ้นเข้ามาเสนอราคา รวมทั้งยังมีกลุ่มลูกค้ามากขึ้นที่ใช้ Web เพื่อตรวจดูสถานะของสินค้าที่พวกเขาสั่งซื้อผ่านร้านได้แบบ real time การดำเนินงานที่โปร่งใสช่วยให้ GE เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญและใกล้ชิดกับลูกค้า และ supplier ของเขามากยิ่งขึ้น โดยที่ ความใกล้ชิดเป็นหลักสำคัญในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ธุรกิจพลาสติกขายแผ่น Polymer ของ GE ซึ่งได้มีการติดตั้งสัญญาณ sensor ไว้ที่คลังสินค้าของลูกค้าโดยส่งสัญญาณผ่านทางอินเทอร์เน็ต เมื่อสินค้าในคลังมีจำนวนน้อยลงกว่าระดับที่ตั้งไว้ระบบจะทำการสั่งสินค้าอัตโนมัติ ลูกค้ายังคงทำธุรกิจกับ GE เพราะสะดวก และจากข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า GE สามารถวางแผนขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อินเทอร์เน็ตช่วยให้ GE เสนอความสะดวกสบาย เรียบง่าย อีกทั้งยังเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี GE คาดการณ์ว่าแผนการทำธุรกิจทางอิเล็กทรอนิก (e-business) จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ถึง 1.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ
            Intel ขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ถึง 2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อเดือน และมีลูกค้าสั่งซื้อวัตถุดิบแบบ online ถึง 80%  การขายสินค้าแบบ online เข้ามาแทนที่การสั่งซื้อสินค้าผ่านทาง Fax แบบเดิม ซึ่งมีการส่ง Fax สั่งซื้อสินค้าถึง 19,000 ฉบับต่อวัน การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อช่วยให้ขั้นตอนการดำเนินงานมีประสิทธิภาพไม่ใช่เหตุผลเพียงข้อเดียวที่ Intel มุ่งหวัง แต่ Intel ต้องการเป็น บริษัททางอิเล็กทรอนิก 100%” บริษัทกล่าวว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นในการให้บริการลูกค้าทั่วโลก และยังช่วยให้บริษัทเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยี  Web site ของ Walgreen ให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าแบบ online แล้วจึงมารับสินค้าในภายหลังได้ สิ่งนี้ช่วยให้ Walgreen มีลูกค้าเข้ามาในร้านมากขึ้นกว่าการใช้เพียงการสั่งซื้อผ่านทางไปรษณีย์ รายชื่อบริษัทต่างๆ ที่อยู่ใน catalogue ช่วยให้บริษัทสามารถเสนอขายสินค้าได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า และยังรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของลูกค้าได้ด้วยการสั่งซื้อสินค้าแบบ online ด้วยวิธีนี้จึงทำให้มีลูกค้าประจำเพิ่มมากขึ้น มีการซื้อบ่อยขึ้น และช่วยเพิ่มยอดขายให้อีกด้วย
            บริษัทที่ไม่มีการเสนอสิ่งที่พิเศษให้กับลูกค้าก็ยังได้รับผลกำไรจากการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ ด้วยประสิทธิภาพของอินเทอร์เน็ตที่ขยายเข้าไปยังอุตสาหกรรมบริษัท รวมทั้ง supply chains ทำให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นผู้สร้างความเสมอภาคที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้การคิดค้นเป็นเรื่องสนุกและถูกลอกเลียนแบบได้ง่ายด้วยการลงทุนเพียงเล็กน้อยทั้งในด้านการเงินและเวลา
บริษัทที่มีผลประโยชน์ทางการแข่งขันสูงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้นได้โดยการติดต่อผ่านทาง Web บริษัทที่ยังไม่มีการจัดระบบการทำงานไว้ดีพอก็จะพบกับความหายนะเมื่อเปลี่ยนมาทำงานแบบ online การทำ reengineering กระบวนการทำงานต่างๆ ของบริษัทไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนมาใช้การทำงานแบบ online ก็จะยิ่งทำให้เกิดความล้มเหลวได้มากถึงสองเท่า
            Michael  Porter เสนอว่า การมีความสามารถทางด้านเทคนิคอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ประสบความสำเร็จจากการใช้ dot – com แต่จะต้องมีกลยุทธ์พิเศษเพื่อเสนอคุณค่าให้กับลูกค้า รวมทั้งต้องมีความรู้ที่ลึกซึ้งทางด้านอุตสาหกรรมและความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นต่อการสนับสนุนกลยุทธ์ดังกล่าว บริษัทที่มีความมั่นคงจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำ value chain  สรรหาวิธีสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อนำกิจกรรมทางความคิดและทางกายภาพเข้ามาไว้ด้วยกัน รวมทั้งให้ความสนใจตลาดและกระบวนการเพื่อให้อินเทอร์เน็ตสามารถเสนอผลประโยชน์ที่แท้จริงได้


กลยุทธ์กับอินเทอร์เน็ต (Strategy and The Internet)

จากความเจริญและซบเซาลงอย่างรวดเร็วของ dot-coms ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากลยุทธ์เป็นสิ่งที่จำเป็นมากต่อ e-technology เราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านผลประโยชน์ทางการแข่งขันของบริษัท และเพื่อนำกิจกรรมใหม่ๆ และกิจกรรมทางธุรกิจเดิมที่เคยทำมารวมไว้ในระบบที่กระชับมากยิ่งขึ้น
            บริษัทส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับกิจกรรมทางธุรกิจที่เคยทำเป็นธรรมเนียมและลำดับการแข่งขันได้ดีกว่าเครื่องมือชนิดอื่นๆ ตัวอย่างเช่น บริษัท General Electric ได้รวมเอาทักษะที่ชำนาญการของโรงงานเข้ากับเทคโนโลยีเครือข่าย เพื่อสร้างเครือข่ายทางการค้าของ GE ระบบนี้เป็นระบบจัดซื้ออัตโนมัติทาง Web ที่ช่วยลดขั้นตอนการจัดซื้อและลดค่าใช้จ่ายด้านการจัดซื้อลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง สิ่งที่สำคัญกว่านี้คือ ระบบนี้ช่วยให้มี supplier กลุ่มใหญ่ขึ้นเข้ามาเสนอราคา รวมทั้งยังมีกลุ่มลูกค้ามากขึ้นที่ใช้ Web เพื่อตรวจดูสถานะของสินค้าที่พวกเขาสั่งซื้อผ่านร้านได้แบบ real time การดำเนินงานที่โปร่งใสช่วยให้ GE เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญและใกล้ชิดกับลูกค้า และ supplier ของเขามากยิ่งขึ้น โดยที่ ความใกล้ชิดเป็นหลักสำคัญในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ธุรกิจพลาสติกขายแผ่น Polymer ของ GE ซึ่งได้มีการติดตั้งสัญญาณ sensor ไว้ที่คลังสินค้าของลูกค้าโดยส่งสัญญาณผ่านทางอินเทอร์เน็ต เมื่อสินค้าในคลังมีจำนวนน้อยลงกว่าระดับที่ตั้งไว้ระบบจะทำการสั่งสินค้าอัตโนมัติ ลูกค้ายังคงทำธุรกิจกับ GE เพราะสะดวก และจากข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า GE สามารถวางแผนขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อินเทอร์เน็ตช่วยให้ GE เสนอความสะดวกสบาย เรียบง่าย อีกทั้งยังเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี GE คาดการณ์ว่าแผนการทำธุรกิจทางอิเล็กทรอนิก (e-business) จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ถึง 1.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ
            Intel ขายสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ถึง 2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อเดือน และมีลูกค้าสั่งซื้อวัตถุดิบแบบ online ถึง 80%  การขายสินค้าแบบ online เข้ามาแทนที่การสั่งซื้อสินค้าผ่านทาง Fax แบบเดิม ซึ่งมีการส่ง Fax สั่งซื้อสินค้าถึง 19,000 ฉบับต่อวัน การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อช่วยให้ขั้นตอนการดำเนินงานมีประสิทธิภาพไม่ใช่เหตุผลเพียงข้อเดียวที่ Intel มุ่งหวัง แต่ Intel ต้องการเป็น บริษัททางอิเล็กทรอนิก 100%” บริษัทกล่าวว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นในการให้บริการลูกค้าทั่วโลก และยังช่วยให้บริษัทเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยี  Web site ของ Walgreen ให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าแบบ online แล้วจึงมารับสินค้าในภายหลังได้ สิ่งนี้ช่วยให้ Walgreen มีลูกค้าเข้ามาในร้านมากขึ้นกว่าการใช้เพียงการสั่งซื้อผ่านทางไปรษณีย์ รายชื่อบริษัทต่างๆ ที่อยู่ใน catalogue ช่วยให้บริษัทสามารถเสนอขายสินค้าได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า และยังรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของลูกค้าได้ด้วยการสั่งซื้อสินค้าแบบ online ด้วยวิธีนี้จึงทำให้มีลูกค้าประจำเพิ่มมากขึ้น มีการซื้อบ่อยขึ้น และช่วยเพิ่มยอดขายให้อีกด้วย
            บริษัทที่ไม่มีการเสนอสิ่งที่พิเศษให้กับลูกค้าก็ยังได้รับผลกำไรจากการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ ด้วยประสิทธิภาพของอินเทอร์เน็ตที่ขยายเข้าไปยังอุตสาหกรรมบริษัท รวมทั้ง supply chains ทำให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นผู้สร้างความเสมอภาคที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้การคิดค้นเป็นเรื่องสนุกและถูกลอกเลียนแบบได้ง่ายด้วยการลงทุนเพียงเล็กน้อยทั้งในด้านการเงินและเวลา
บริษัทที่มีผลประโยชน์ทางการแข่งขันสูงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้นได้โดยการติดต่อผ่านทาง Web บริษัทที่ยังไม่มีการจัดระบบการทำงานไว้ดีพอก็จะพบกับความหายนะเมื่อเปลี่ยนมาทำงานแบบ online การทำ reengineering กระบวนการทำงานต่างๆ ของบริษัทไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนมาใช้การทำงานแบบ online ก็จะยิ่งทำให้เกิดความล้มเหลวได้มากถึงสองเท่า
            Michael  Porter เสนอว่า การมีความสามารถทางด้านเทคนิคอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ประสบความสำเร็จจากการใช้ dot – com แต่จะต้องมีกลยุทธ์พิเศษเพื่อเสนอคุณค่าให้กับลูกค้า รวมทั้งต้องมีความรู้ที่ลึกซึ้งทางด้านอุตสาหกรรมและความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นต่อการสนับสนุนกลยุทธ์ดังกล่าว บริษัทที่มีความมั่นคงจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำ value chain  สรรหาวิธีสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อนำกิจกรรมทางความคิดและทางกายภาพเข้ามาไว้ด้วยกัน รวมทั้งให้ความสนใจตลาดและกระบวนการเพื่อให้อินเทอร์เน็ตสามารถเสนอผลประโยชน์ที่แท้จริงได้