Saturday, July 29, 2017

7 ข้อสำคัญที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าและชื่อแบรนด์

ชื่อแบรนด์ (Brand Name) คือชื่อที่เราใช้ในการโปรโมทและโฆษณาเกี่ยวกับธุรกิจและสินค้าของเรา เป็นชื่อที่ลูกค้าใช้ในการแนะนำสินค้าหรือบริการของเราให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้ เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้จากการใช้ประโยชน์จากมันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การเป็นเจ้าของชื่อแบรนด์ด้วยการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า/บริการนั้น มีความสำคัญต่อธุรกิจของคุณมาก แล้วเมื่อมันได้รับการจดทะเบียนแล้ว สิทธิดังกล่าวสามารถโอน ปล่อยเช่า หรือถ่ายทอดให้ผู้อื่นใช้ได้เหมือนกับทรัพย์สินทั่วไป

ก่อนที่จะเริ่มการตั้งชื่อแบรนด์เพื่อการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 7 ข้อหลักที่คุณควรทำความเข้าใจก่อนมีดังนี้:

1 ชื่อแบรนด์ไม่ได้รับการคุ้มครองด้วยลิขสิทธิ์
ชื่อแบรนด์ไม่ได้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ แต่จะได้รับการคุ้มครองด้วยการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเท่านั้น  หลักเกณฑ์คือ งานที่มีลิขสิทธิ์จะต้องมีการสร้างสรรค์ที่เพียงพอ แต่ชื่อแบรนด์ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์ ไม่ว่าคุณจะทุ่มเวลาหรือทุ่มเงินในการพัฒนาหรือสร้างสรรค์ชื่อนั้นไปมากเท่าใดก็ตาม เพราะจากมุมมองของกฎหมาย ศาลจะตัดสินให้ชื่อแบรนด์เป็นเครื่องหมายการค้าเท่านั้น ไม่ใช่ลิขสิทธิ์


2 เครื่องหมายที่คล้ายกันอาจทำให้เกิดปัญหาได้
จุดประสงค์ของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคือเพื่อป้องกันการสับสนหลงผิดถึงแหล่งที่มาของสินค้าหรือบริการ ดังนั้น ถ้าชื่อแบรนด์ของคุณไปเหมือนคล้ายกับของคนอื่นที่จดทะเบียนไปแล้ว ก็จะถือว่าคุณได้ไปละเมิดสิทธิของคนๆนั้น และการแก้ไขเล็กๆน้อยๆ เช่น การปรับเปลี่ยน ตัด หรือเพิ่มตัวอักษร ก็อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงการละเมิดได้


สำหรับการจดทะเบียนนิติบุคคลหรือการจด domain name นั้น แตกต่างจากการจดเครื่องหมายการค้าตรงที่ว่าคุณสามารถทำการปรับเปลี่ยน ตัด แก้ไข หรือเพิ่มตัวอักษร ก็สามารถทำให้บริษัทหรือ domain name ของคุณได้รับการจดทะเบียน ตัวอย่างเช่น บจก. ไซโคลน (Cyclone Co., Ltd.) และ บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท (Cyclone Bike Parts Co., Ltd.) ซึ่งต่างก็ทำธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานเหมือนกัน แต่ บจก. ไซโคลน ได้รับสิทธิในเครื่องหมาย Cyclone แล้ว แต่ บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท ยังไม่ได้ดำเนินการยื่นจดเครื่องหมายการค้า บจก. ไซโคลน นั้นมีสิทธิฟ้อง บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท ในกรณีที่มีการใช้ชื่อแบรนด์ Cyclone ในการโปรโมทและขายสินค้าที่เหมือนกัน และถ้า บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ทมีเว็บไซต์ที่ใช้ domain name ว่า www.cyclonebikeparts.com ด้วย บจก. ไซโคลน อาจจะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลให้สั่งระงับเว็บไซต์นั้น บังคับให้ บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท ต้องเปลี่ยนชื่อ domain name ได้ด้วยเช่นกัน

ขอบเขตของการคุ้มครองชื่อแบรนด์ด้วยเครื่องหมายการค้านั้นมีผลทางกฎหมายค่อนข้างกว้าง เช่น ถ้า บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท ได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Zyclone, Syclone, Siclone, หรือแม้กระทั่ง Cyclo ก็อาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการละเมิดเครื่องหมายการค้า Cyclone ของ บจก. ไซโคลน ได้ แต่ที่แน่ๆคือ บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท จะไม่สามารถขอรับความคุ้มครองในชื่อเหล่านี้ได้จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

3 การจดทะเบียนบริษัทและการจด DOMAIN NAME ยังไม่เพียงพอ
การจดทะเบียนนิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน) หรือการจด domain name ไม่สามารถทำให้คุณป้องกันไม่ให้ผู้อื่นใช้ชื่อที่เหมือนกับคุณโดยอัตโนมัติ ถึงแม้ว่าชื่อบริษัทหรือแบรนด์จะได้รับการจด .com คุณยังจะต้องเช็คด้วยว่ามันไม่ซ้ำกับของผู้อื่นที่ได้ยื่นคำขอรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไปก่อนหน้าคุณแล้ว

เหตุผลอันดับหนึ่งว่าทำไมบริษัทใหม่หลายๆ บริษัทถึงจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่ (rebrand) เพียงเพราะว่าเค้ารีบใช้ชื่อแบรนด์บนตัวสินค้าหรือบริการโดยที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบชื่อแบรนด์ที่ต้องการใช้ให้ละเอียดผ่านฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าก่อน


4 เครื่องหมายที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว VS. เครื่องหมายที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นทำให้คุณเป็นเจ้าของสิทธิในชื่อที่คุณสามารถสร้างแบรนด์ให้โตได้ แต่คุณไม่จำเป็นที่จะต้องยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อให้สามารถใช้ชื่อนั้นได้ เว้นแต่ชื่อที่คุณใช้ไปทับสิทธิในเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ชื่อแบรนด์ของคุณจะได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือไม่)

ในการใช้ชื่อแบรนด์ คุณสามารถใช้อักษร TM เพื่อระบุให้ผู้อื่นรับรู้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้า แต่ปัญหาของการไม่ยื่นจดทะเบียนคือ คุณจะไม่รู้ว่ามีใครเป็นเจ้าของสิทธิในชื่อที่คุณประสงค์ใช้หรือเปล่า


5 คุ้มครองชื่อแบรนด์ในประเทศที่คุณขอรับจดทะเบียนเท่านั้น
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า “ยื่นในประเทศไหน คุ้มครองในประเทศนั้น” เช่น ถ้ายื่นในไทย คุ้มครองแค่ในประเทศไทย ยื่นในญี่ปุ่น คุ้มครองแค่ในประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ


6 เครื่องหมายการค้าต้องระบุจำพวกสินค้าหรือบริการที่ประสงค์ใช้
ชื่อแบรนด์หนึ่งชื่อสามารถใช้ได้ในหลายๆ ประเภทธุรกิจ/จำพวกสินค้า/จำพวกบริการ เว้นแต่ในกรณีที่ธุรกิจนั้นๆ คล้ายกันหรือทำให้ผู้ซื้อหลงผิดได้ เช่น ถ้า บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท ดังข้อ 2. จะไม่มีปัญหากับคู่กรณีถ้าใช้ชื่อแบรนด์ Cyclone บนสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับจักรยาน เช่น เครื่องดื่ม และ อาหาร (เว้นแต่ บจก. ไซโคลน ได้ทำการจดทะเบียนเครื่องหมายในจำพวกเหล่านี้ไว้ก่อนแล้ว)ฯลฯ


7 เครื่องหมายการค้าที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายแล้ว
เครื่องหมายที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักดีแล้วอาจได้รับขอบเขตการคุ้มครองที่ค่อนข้างกว้าง ซึ่งอาจจะมากกว่าขอบเขตของจำพวกสินค้าหรือบริการที่เครื่องหมายนั้นได้รับการจดทะเบียน เช่น ถ้าคุณจะใช้ชื่อแบรนด์ว่า Red Bull หรือ Coca-Cola ทนายของทั้งสองบริษัทสามารถฟ้องให้คุณระงับการใช้ชื่อแบรนด์ดังกล่าวได้ ถึงแม้ว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเลยก็ตาม




ที่มา http://idgthailand.com

Saturday, July 22, 2017

คาถาบูชาพระอุปคุต (พระบัวเข็ม), คำบูชาขอลาภพระอุปคุต



คาถาบูชาพระอุปคุต

อุปะคุตโต จะ มะหาเถโร สัมพุทเธ นะ วิยากะโต มารัญจะ มาระพะลัญจะ โสอิทา นิมะหาเถโร นะมัสสิตตะวา ปะติฏฐิโต

อะหัง วันทามิ อิทาเนวะ อุปะคุตตัง จะมะหาเถรัง ยัง ยัง อุปะทะวัง ชาตัง วิธัง เสติ อะเสสะโต มะหาลาภัง ภะวันตุเม ฯ 

คาถาบทนี้ สวดบูชาพระอุปคุตทุกวัน จะบัลดลให้บังเกิดโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทองมากมาย และป้องกันภัยอันตรายทั้งปวงแก่ผู้บูชา


คาถาบูชาพระอุปคุตแบบย่อ

อุปะคุตโต จะ มะหาเถโร ยักขาเทวา นะระปูชิโต โส ระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุ เม ฯ


คำบูชาขอลาภพระอุปคุต

มหาอุปคุตโต จะ มหาลาโภ พุทโธลาภัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ราชาปุริโส อิถีโยมานัง นะโม โจรา

เมตตาจิตตัง เอหิจิตติจิตตัง ปิยังมะมะ สะเทวะกัง สะพรหมมะกัง มนุสสานัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม ฯ

เอหิจิตติจิตตัง พันธะนัง อุปะคุโต จะ มหาเถโร พุทธะสาวะกะ อานุภาเวนะ มาระวิชะยะ นิระภะยะ เตชะปุญณะตา

จะเทวะตานัมปิ มะนุสสานันปิ เอหิจิตตัง ปิยังมะมะ อิมังกายะ พันธะนัง อะทิถามิ ปะอัยยิสสุตัง อุปัจสะอิ 

ให้จุดธูปเทียน พร้อมดอกไม้หอม เครื่องหอม น้ำหอมต่างๆ เทหยดใส่ในขันน้ำมนต์ ณ ที่บูชาพระในร้านค้าขาย หรืออาคารสำนักงานธุรกิจ แล้วอธิษฐาน ธูปควันเทียน ลมพัดไปทางไหน ขอให้ดลใจผู้คนเข้ามาอุดหนุน ขอให้ดำเนินกิจการด้วยความราบรื่น มีความสำเร็จสมปรารถนาทุกประการ

เมื่ออธิษฐานจุดธูปเทียนบูชาแล้ว ให้สวดนะโม ๓ จบ และสวดคาถาบูชาขอลาภพระอุปคุต ๑ จบ แล้วทำน้ำมนต์สวดด้วย คาถาขอลาภพระมหาอุปคุต อีก ๑ จบเสร็จแล้ว เอาน้ำมนต์ประพรมร้านค้า และสินค้าต่างๆ ในร้าน หรือทำธุรกิจอย่างอื่น ก็ให้เอาน้ำมนต์ประพรมภายในสำนักงานและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบธุรกิจนั้นทั้งหมด

ให้ปฎิบัติตามที่กล่าวมานี้ก่อนเปิดร้านในตอนเช้า ก่อนลูกค้าจะเข้าร้านหรือเปิดสำนักงานเวลาเช้า เป็นการทำเสน่ห์ เมตตามหานิยม มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนมากมาย มีโชคลาภเข้ามาไม่ขาดระยะ ส่งเสริมให้ฐานะร่ำรวยมาก โจรผู้ร้ายบังเกิดเมตตาสงสารไม่ยากมารบกวนหรือคุกคาม ที่สำคัญศัตรูคู่แข่งไม่อาจขัดลาภหรือผลประโยชน์ได้


คาถาพระอุปคุตผูกมาร

มหาอุปะคุตโต มหาอุปะคุตตัง กายะพันทะนัง อมยิสะ พุทธังทะเถโร ธัมมัง ทะเถโร

สังฆังทะเถโร ปะอัยยะสุตัง อุปัจสะอิ อิมังกายะพันทะนัง อะทิถามิ ฯ 

คาถาพระอุปคุตผูกมารนี้ นับเป็นคาถาที่มีอานุภาพมากที่สุด ดังปรากฏในประวัติของท่าน ตอนพระอุปคุตเถระผูกมารโดยบริกรรมคาถาเนรมิตเป็นซากสุนัข เน่าเหม็นมีหนอนชอนไชยั้วเยี้ยไปผูกติดกับคอพญามาร แล้วเปล่งวาจาสิทธิ์ว่า แม้เทวดาและพรหมไม่สามารถปลดเปลื้องได้ และ พระอุปคุต ยังเอาผ้ารัดอกของท่านออกมาพันคอพญามารผูกติดกับภูเขาอยู่นานถึง ๗ปี ๗ เดือน ๗ วันจนกระทั้งพระเจ้าอโศกมหาราชทำการฉลองสมโภชพระสถูปเสร็จสิ้นแล้ว พระอุปคุตเถระจึงค่อยแก้พันธนาการออกจากคอพญามาร ให้เป็นอิสระกลับสูวิมานของตน คาถาพระมหาอุปคุตผูกมารมีอานุภาพความ ศักดิ์สิทธิ์ มาก เสกด้วยสายสิญจน์ทำเป็นมงคลสวมคอ หากปลุกเสกครบ ๑๐๘ ครั้ง สามารถป้องกันภูตผีปีศาจทั้งปวง และป้องกันอุปัทวะอันตรายต่างๆ

ถ้าเสก ๓ –๗ คาบ ผูกคอหรือคล้องคอคนถูกผีเข้าสิง จะเจ็บปวดร้องครวญครางโหยหวนอย่างน่าเวทนา ถ้าจะให้ผีที่สิงอยู่ออกไป ให้ถอดหรือแก้ด้ายผูกคอออก แล้วเอาด้ายนี้ตีปัดตามตัวคนที่ถูกผีสิงอยู่นั้น ผีจะอยู่ไม่ได้จะเผ่นออก และไม่กล้ากลับมารบกวนคนในบ้านอีก
คาถาพระมหาอุปคุตผูกมารนี้ยังมีอุปเทห์อีกมากมายใช้ปลุกเสกในทางพุทธเวชพิชิตโรคาพาธ ได้วิเศษนัก


คาถาบูชาพระอุปคุต (พระบัวเข็ม)

จิตติ จิตติ ริตติ ริตติ มิตติ มิตติ เอหิ มะมะ ปะทุมะ พุทโธ นานา ปารมีสัมปัณโน อิติปิ โส ภะคะวา มะอะอุเมตตา

จะ มหาราชา สัพพะสะเนหา จะ ปูชิตา สัพพะสุขัง มหาลาภัง สัพพะโกธัง วินัสสันติ อะหัง วันทามิ สัพพะทา

(สวด ๓, ๕, ๗, ๙ จบ หรือเท่าอายุของผู้บูชา)


การตั้งบูชาพระอุปคุต (พระบัวเข็ม)

การตั้งบูชาพระอุปคุตหรือพระบัวเข็ม นิยมตั้งบูชาบนฐานรองรับ อยู่กลางภาชนะใส่น้ำ เป็นการจำลองคล้ายกับท่านจำพรรษาอยู่ในมหาสมุทร แล้วใช้ดอกมะลิลอยในน้ำบูชา และต้องตั้งต่ำกว่าพระพุทธ เนื่องจากเป็นพระอรหันต์ สาวกของพระพุทธเจ้า


วิธีการบูชาพระอุปคุต

  1. น้ำเย็นวันละ 1 แก้ว ธูปหอม 3 ดอก
  2. ดอกมะลิหรือดอกบัวขาว หรือดอกอะไรก็ได้
  3. ถวายข้าว, กล้วย, ขนม ทุกเช้า หรือทุกวันพระ ห้ามถวายประเภทสิ่งมีชีวิต เช่นเนื้อ ปลา เป็นต้น (ให้ถวายมังสะวิรัติ)
  4. เวลาจัดงาน ให้จัดโต๊ะพิเศษ อันเชิญพระอุปคุตมาตั้งไว้ พร้อมบูชาเครื่องสักการะตลอดงาน อย่าให้ไฟดับ


อานิสงส์การบูชาพระอุปคุต

  1. จะเป็นสิริมงคลชุ่มเย็นตลอด
  2. ป้องกันภัยพิบัติและแคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆและอุบัติเหตุทั้งหลาย
  3. เป็นผู้ชนะมารและศัตรูที่จะมาปองร้ายเราทั้ง 10 ทิศ
  4. เป็นผู้มีอำนาจวาสนาดี ไม่มีใครข่มเหงรังแก
  5. เป็นที่เคารพนับถือและเกรงกลัวของคนทั้งหลาย
  6. เป็นผู้กินไม่หมด มีโชคลาภอยู่ตลอดเหมือนพระอุปคุตล้วงบาตร


หมายเหตุ : พระอุปคุตหรือพระบัวเข็มคือองค์เดียวกัน

Thursday, July 20, 2017

พระคาถาพระอนุรุธเถรเจ้า

เจริญภาวนาเป็นอาจิณ ห้ามพูดว่า "ไม่มี" "ไม่ได้"


บทสวด

มัยหังปุตโต ปุญญะวากะตา

ภินิหาโร ภะวิสสะติ เทวะตะหิ ปาติง

ปูเรตวา ปูวาปะหิตา ภะวิสสะตีติ


สวดแล้ว ไม่มีจน ไม่มีอาหารกิน หรือ ตกในถิ่นกันดาร ไม่มีเงินทอง

ท่องคาถานี้ ขอบารมีพระอนุรุทร มีกินแล



ประวัติพระอนุรุทธเถระ

พระอนุรุทธะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ ประสูติร่วมพระมารดาเดียวกัน ๓ พระองค์ คือ พระเชฏฐา (พี่ชาย) พระนามว่า มหานามะ พระกนิฏฐภคินี (น้องสาว) พระนามว่า โรหิณี รวมเป็น ๓ กับอนุรุทธกุมาร ถ้าจะนับตามลำดับพระวงศ์ก็เป็นพระอนุชาของพระบรมศาสดา อนุรุทธกุมารเป็นกษัตริย์สุมุมาลชาติ มีปราสาท ๓ หลังเป็นที่ประทับใน ๓ ฤดู สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ศฤงคาร* และบริวารยศ แม้แต่คำว่า ไม่มี ก็ ไม่เคยรู้จัก และไม่เคยได้สดับเลย


เมื่อพระอนุรุทธะบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ได้ตรึกตรองถึงมหาปุริสวิตก ๗ ประการ คือ

๑. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่ใช่ของผู้มีความมักมาก

๒. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้สันโดษยินดีด้วยของที่มีอยู่ ไม่ใช่ของผู้ไม่สันโดษ

๓. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้สงัดแล้ว ไม่ใช่ของผู้ยินดีในหมู่คณะ

๔. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้ปรารภความเพียร ไม่ใช่ของผู้เกียจคร้าน

๕. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีสติมั่นคง ไม่ใช่ของผู้มีสติหลง

๖. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีใจมั่นคง ไม่ใช่ของผู้มีใจไม่มั่นคง

๗. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีปัญญา ไม่ใช่ของผู้มีปัญญาทราม


เมื่อพระอนุรุทธะตรึกอยู่อย่างนี้ พระบรมศาสดาเสด็จมาถึงทรงทราบเหตุนั้นจึงทรงอนุโมทนาว่า ชอบละ ๆ อนุรุทธะ เธอตรึกตรองธรรมที่พระมหาบุรุษตรึกตรอง ถ้าอย่างนั้น เธอจงตรึกตรองธรรมที่พระมหาบุรุษตรึกข้อที่ ๘ ว่า "ธรรมนี้ เป็นธรรมของผู้ยินดีในธรรมที่ไม่ให้เนิ่นช้า ไม่ใช่ของผู้ยินดีในธรรมเนิ่นช้า"


ครั้นตรัสสอนอนุรุทธะอย่างนี้แล้วก็เสด็จกลับสู่ที่ประทับ ส่วนพระอนุรุทธะบำเพ็ญความเพียรต่อไปก็ได้บรรลุ เป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เล็งแลดูสัตว์โลกด้วยทิพยจักษุอยู่เสมอ เล่ากันว่ายกเว้นแต่เวลาฉันเท่านั้น เวลาที่เหลือท่านย่อมพิจารณาแลดูหมู่สัตว์ทั้งปวงด้วยทิพยจักษุ ด้วยเหตุนี้เอง พระผู้มีพระภาคจึงตรัสยกย่อง สรรเสริญท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างผู้มีทิพยจักษุญาณ ครั้นท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน.


*ทรัพย์ศฤงคาร : ทรัพย์ที่ทำให้คนได้รับ เกิดความรัก ความชอบใจ




Sunday, July 16, 2017

สรุป Tense ภาษาอังกฤษทั้ง 12 Tenses

SIMPLE TENSES
Past Simple
โครงสร้าง: S. + V.2

ตัวอย่างประโยค:
I ate pizza yesterday. — ฉันทานพิซซ่าเมื่อวานนี้
ใช้ใน: เหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วในอดีตและจบไปแล้ว
ดูตรงไหน: ดูตัวบอกเวลาที่เป็นในอดีต (yesterday, last _) และกริยา
เริ่มกันที่ง่ายๆ ตัวนี้ก่อนเลย เป็นตัวที่บอกเหตุการณ์ในอดีตแบบง่ายๆ ไม่มีอะไรมาก เป็นเหตุการณ์ที่จบไปแล้ว ให้สังเกตุที่ตัวบอกเวลาว่าเป็นเวลาในอดีตหรือเปล่า

Present Simple
โครงสร้าง: S. + V.1(s/es)

ตัวอย่างประโยค:
I eat pizza regularly. _- ฉันทานพิซซ่าเป็นประจำ _
Bangkok is in Thailand. — กรุงเทพฯ อยู่ในประเทศไทย
Math class begins today at 9 AM. — คาบเรียนวิชาคณิตเริ่มวันนี้ในเวลา 9 โมงเช้า

ใช้ใน: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ, สิ่งที่เป็นความจริง, เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ที่กำหนดไว้แล้ว

ดูตรงไหน: ดูกริยาเป็นหลัก และดูคำบอกเวลา/ความถี่
ตัวนี้จะเจอบ่อยในชีวิตประจำวัน ให้ระวังในการใช้ของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จะถึงนี้






เรื่องเซลล์ ม.1 เซลล์คืออะไร

เรื่องเซลล์ ม.1
เซลล์คืออะไร
เซลล์คือหน่วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิตที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต โดยเซลล์แต่ละชนิดจะมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันมาก

ประวัติการศึกษาเซลล์

  • ปี ค.ศ. 1665 รอเบิร์ต ฮุก นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ที่มีคุณภาพดี และได้ส่องดูไม้คอร์กที่เฉือนบางๆ และได้พบช่องเล็กๆ จำนวนมาก จึงเรียกช่องเล็กๆ นี้ว่า เซลล์ (cell)  เซลล์ที่ฮุกพบนั้นเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว การที่คงเป็นช่องอยู่ได้ก็เนื่องจากการมีผนังเซลล์นั่นเอง
  •  ปี ค.ศ. 1824 ดิวโทเชท์ ได้ศึกษาเนื้อเยื่อพืชและเนื้อเยื่อสัตว์ พบว่าประกอบด้วยเซลล์เช่นกัน แต่มีลักษณะที่แตกต่างกันอยู่บ้าง
  • ปี ค.ศ. 1831 รอเบิร์ต บราวน์ นักพฤษศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ศึกษาเซลล์ขนและเซลล์อื่นๆ ของพืช พบว่ามีก้อนกลมขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง จึงให้ชื่อก้อนกลมนี้ว่า นิวเคลียส (nucleus)
  • ปี ค.ศ. 1838 มัตทิอัส ยาคบ ชไลเดน นักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันได้ศึกษาเนื้อเยื่อพืชต่างๆ และสรุปว่าเนื้อเยื่อทุกชนิดประกอบด้วยเซลล์
  • ปี ค.ศ. 1839 เทโอดอร์ ชวันน์ นักสัตววิทยาชาวเยอรมัน ได้ศึกษาเนื้อเยื่อสัตว์ต่างๆ แล้วสรุปว่าเนื้อเยื่อสัตว์ทุกชนิดประกอบขึ้นด้วยเซลล์ ดังนั้น ในปีเดียวกันนี้ ชวันน์และชไลเดน จึงได้ร่วมกันตั้งทฤษฎีเซลล์ (cell theory) ซึ่งมีใจความสำคัญว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายประกอบขึ้นด้วยเซลล์ และเซลล์คือหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

องค์ประกอบของเซลล์ประกอบด้วย
        1. เยื่อหุ้มเซลล์
        2. นิวเคลียส
        3. ไรโบโซม
        4. เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม
        5. กอลจิแอพพาราตัส (golgi apparatus)
        6. ไลโซโซม (lysosome)
        7. เพอโรซิโซม (peroxisome)
        8. แวคิวโอล (vacuole)
        9. ไมโทคอนเดรีย (mitochondria)
       10. คลอโรพลาสต์ (chloroplasts)
       11. สารโครงร่างของเซลล์ (cytoskeleton)
       12. โครงสร้างผิวเซลล์ (cell surface structure)
       13.โครงสร้างเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ (junction between cells)

1.เยื่อหุ้มเซลล์

รูปที่ 3.8 โครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์
โครงสร้าง
              ประกอบด้วยฟอสโฟลิพิด และโปรตีน โดยฟอสโฟลิพิดจัดเรียงตัวเป็น 2 ชั้น (bilayer) หันส่วนที่ไม่ละลายน้ำเข้าหากันและหันส่วนละลายน้ำออกสู่สิ่งแวดล้อม
              องค์ประกอบโปรตีนจะแทรกอยู่ในชั้น บน ส่วนกลาง หรือ ส่วนล่างของชั้นฟอสโฟลิพิด
ประกอบด้วยฟอสโฟลิพิด และโปรตีน โดยฟอสโฟลิพิดจัดเรียงตัวเป็น 2 ชั้น (bilayer) หันส่วนที่ไม่ละลายน้ำเข้าหากันและหัน ส่วนละลายน้ำออกสู่สิ่งแวดล้อม
              องค์ประกอบโปรตีนจะแทรกอยู่ในชั้น บน ส่วนกลาง หรือ ส่วนล่างของชั้นฟอสโฟลิพิด
หน้าที่
              ห่อหุ้มของเเหลวและออร์แกเนลล์ส่วนใหญ่เอาไว้
              ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์ และภายในเซลล์ออกสู่ สิ่งแวดล้อม
              เป็นที่ยึดจับของสารโครงร่างเซลล์ (cytoskeletal) ทำให้เซลล์คงรูปอยู่ได้
              เป็นบริเวณรับ (receptor) ของสารบางชนิดไซโทสเกเลตัน ทำให้เกิดการประสานระหว่าง แมทริกซ์นอกเซลล์ และไซโทพลาซึมภายในเซลล์ขึ้น

2.นิวเคลียส

รูปที่ 3.10 องค์ประกอบของนิวเคลียส
โครงสร้าง
              มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 ไมโครเมตร
              ถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อ 2 ชั้น ที่เรียกว่า เยื่อหุ้มนิวเคลียส (nuclear envelope) ทำให้ส่วนประกอบ ในนิวเคลียสถูกแยกออกจากส่วนของไซโทพลาซึม
              บน เยื่อหุ้มนิวเคลียส มีรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 นาโนเมตร สำหรับการผ่านเข้าออกของโปรตีน และหน่วยย่อยของไรโบโซม (ribosomal subunit)
              ภายในนิวเคลียสมีเส้นใยโครมาทิน ซึ่งประกอบด้วย DNA และโปรตีน
              เมื่อเซลล์เตรียมที่จะแบ่งตัว เส้นใยโครมาทินจะหดสั้น ทำให้กลายเป็นแท่งหนา เรียกว่า โครโมโซม (chromosome) สามารถมองเห็นได้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์
              โครงสร้างภายใน นิวเคลียสที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่สุด ขณะนิวเคลียสยังไม่แบ่งตัวคือ นิวคลีโอลัส (nucleolus) นิวคลีโอลัส มีรูปร่างกลมถูกย้อมสีเข้ม เป็นที่สำหรับสร้าง ไรโบโซม โดยทำการประกอบ RNA เข้ากับโปรตีน
หน้าที่
               เป็นที่ที่ DNA บรรจุอยู่
               ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน (โดยการสังเคราะห์ mRNA และ ส่งออกไปยังไซโทพลาสซึมทางรู ที่เยื่อหุ้มนิวเคลียส ( nuclear pores ) ซึ่งจะกลายเป็นตัวกำหนด คุณลักษณะของเซลล์นั้น ๆ

3. ไรโบโซม

รูปที่ 3.12 ไรโบโซมในไซโทพลาสซึมและที่เกาะบน ER
โครงสร้างและหน้าที่
มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 นาโนเมตร
                ประกอบด้วย 2 หน่วยย่อย คือ หน่วยใหญ่ (60 S) และหน่วยเล็ก (40 S) ซึ่งสร้างขึ้นจาก rRNA และ โปรตีน
               สร้างในนิวคลีโอลัส
               เป็นที่สร้างโปรตีน
               มี 2 ชนิด คือ
                  1) ไรโบโซมที่อยู่เป็นอิสระใน ไซโทพลาซึม(ทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่อยู่ใน ไซโทพลาสซึม)
                  2) ไรโบโซม ที่ติดอยู่บนร่างแหเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (ทำหน้าที่สร้างโปรตีน อยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์ และโปรตีนที่จะถูกส่งออกไปยังนอกเซลล์

4. เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม

รูปที่ 3.13 โครงสร้างเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม
โครงสร้างและหน้าที่
เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
            1) เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบผิวเรียบ
                 ไม่มีไรโบโซม เกาะอยู่บนผิวของ ER
                 มีหน้าที่สร้างไขมัน อันได้แก่ ฟอสโฟลิปิด ฮอร์โมนเพศและสเตรอยด์ฮอร์โมน
                 เป็นที่สำหรับเก็บ Ca2+
                 มีหน้าที่ในขบวนการ เมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต
                 มีเอนไซม์สำหรับทำลายพิษของยา
                 พบมากที่ ลูกอัณฑะ (teste) รังไข่ (ovary) และผิวหนัง (skin)
             2) เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมแบบผิวขรุขระ
                 มีไรโบโซม เกาะอยู่บนผิวของเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม
                 เป็นที่สำหรับให้สายของโพลีเพปไทด์ ที่จะถูกส่งออกนอกเซลล์มีการพับ ไปสู่รูปร่าง 3 มิติ ที่ถูกต้องก่อนที่จะถูกส่งออกไปยังกอลจิแอพพาราตัส
                 เป็นที่สำหรับเติมคาร์โบไฮเดรต (โอลิโกแซคคาไรด์) ให้กับโปรตีนที่จะถูก ส่งออก นอกเซลล์ซึ่งก็คือไกลโคโปรตีน
                 โปรตีนที่จะออกจากเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม นั้นจะถูกห่อด้วย เยื่อหุ้มของ เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมและกลายเป็นถุงเล็ก ๆ หลุดออกจากเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม
5. กอลจิแอพพาราตัส (golgi apparatus)

รูปที่ 3.14 โครงสร้างของกอลจิแอพาราตัส


รูปที่ 3.15 การเคลื่อนที่ของสารจาก ER ออกนอกเซลล์โดย
ผ่านการสร้างเวซิเคิล (vesicle)ในกอลจิแอพาราตัส
ที่มา : http://www.franklincollege.edu/bioweb/A&Pfiles/week04.html
โครงสร้าง
               เป็นถุงแบน ๆ ที่วางซ้อน ๆ กันมีประมาณ 3 – 20 ถุง
               แบ่งออกเป็น
                  1) ด้านที่อยู่ใกล้กับ ER (cis face) จะรับถุงบรรจุโปรตีนที่ส่งมาจาก ER
                  2) ด้านที่อยู่ห่างจาก ER( trans face) จะทำการส่งถุงบรรจุโปรตีนที่ส่งมาจากด้านที่อยู่ใกล้กับ ER ไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ในเซลล์
หน้าที่
               เปรียบเสมือนโกดังเก็บสินค้าก่อนส่งออกโดยจะรับถุงบรรจุโปรตีนจาก ER แล้วมาตัดแต่ง ต่อเติม โปรตีนให้สมบูรณ์ จากนั้นจะทำการคัดเลือกโปรตีนที่มี โครงสร้างสมบูรณ์แล้วส่งไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ทั้งภายในเซลล์ ภายนอกเซลล์ และที่เยื่อหุ้มเซลล์

6. ไลโซโซม (lysosome)

รูปที่ 3.16 การสร้างไลโซโซมจากกอลจิแอพาราตัส
โครงสร้าง
               เป็นถุงที่บรรจุ เอนไซม์ไฮโดรไลซ์ (hydrolytic enzyme) สำหรับย่อยโปรตีน ไขมัน
พอลิแซคคาไรด์ และกรดนิวคลีอิก- pH ใน ไลโซโซม เท่ากับ 5 ซึ่ง เอนไซม์ไฮโดรไลซ์ ทำงานได้ดีที่สุดซึ่ง pH ในไซโทพลาสซึมเท่ากับ 7 - เอนไซม์ไฮโดรไลติก สร้างใน ER และส่งมายังไลโซโซมโดยผ่านทางกอลจิแอพพาราตัส
หน้าที่
        1) การย่อยสลายภายในเซลล์ (intracellular digestion)
               การโอบกลืน(phagocytosis) เช่น การย่อยเซลล์แบคทีเรียที่ถูกจับกินโดยเม็ดเลือดขาว
               การย่อยสลาย แมคโครโมเลกุล (macromolecule)
               การทำลาย ออร์แกเนลล์ ที่เสื่อมสภาพในเซลล์ (autophagy)
        2) มีหน้าที่ใน กระบวนการทำลายเซลล์ที่หมดอายุหรือหน้าที่ (programmed destruction) เช่นในการเปลี่ยนรูปร่างของลูกอ๊อด เป็นกบ โดยไลโซโซมในเซลล์หาง ลูกอ๊อด จะทำลายส่วนหางให้หายไปขณะ เจริญเติบโตเป็นกบหรือ การหายไป ของพังผืด ระหว่างนิ้วมือของมนุษย์

7. เพอโรซิโซม (peroxisome)

รูปที่ 3.17 ถุงเพอโรซิโซมภายในเซลล์
โครงสร้าง
               พบมากที่เซลล์ตับ
               เป็นถุงที่บรรจุ เอนไซม์ออกซิไดซ์ (oxidizing enzyme) ที่ทำหน้าที่ย้ายไฮโดรเจนจากสาร ต่าง ๆ ไปให้แก่ออกซิเจนทำให้เกิดไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (H2O2)
หน้าที่
               ทำลายสารพิษ เช่น แอลกอฮอล์
               ทำลายไขมัน
               ทำลาย H2O2 ที่เกิดขึ้นในเพอโรซิโซม โดยเปลี่ยนเป็น H2O ด้วยเอนไซม์แคตาเลส (catalase enzyme)

8. แวคิวโอล (vacuole)

รูปที่ 3.18 แวคิวโอลภายในเซลล์พืช
โครงสร้าง
               เป็นถุงขนาดใหญ่ที่พบมากในเซลล์พืช
หน้าที่
               แวคิวโอล ในเซลล์พืชทำหน้าที่เก็บน้ำ น้ำตาล เกลือ เม็ดสี (pigment) และสารพิษบางชนิด เพื่อป้องกันพืชจากสัตว์กินพืชเป็นอาหาร
               แวคิวโอล ในโปรโทซัวได้แก่ แวคิวโอลที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร(digestive vacuoles)หรือ แวคิวโอลที่ทำหน้าที่เก็บอาหาร (food vacuoles)

9. ไมโทคอนเดรีย (mitochondria)

รูปที่ 3.19 โครงสร้างไมโทคอนเดรีย
โครงสร้าง
               มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 – 1.0 ไมโครเมตร ยาวประมาณ 1-10 ไมโครเมตร
               ถูกหุ้มด้วยเยื่อหุ้ม 2 ชั้น
               เยื่อหุ้มชั้นนอก (outer membrane ) มีลักษณะผิวเรียบ โมเลกุลขนาดเล็ก สามารถผ่านได้ แต่โมเลกุลขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านได้
               เยื่อหุ้มชั้นใน (inner membrane) ผนังเยื่อหุ้มจะพับเป็นรอยจีบยื่นเข้าไปข้างในเรียกว่า คริสตี(cristae) ห่อหุ้มของเหลวที่เรียกว่า แมทริกซ์ (matrix)ไว้
               ระหว่างเยื่อหุ้มชั้นใน และ เยื่อหุ้มชั้นนอก เรียกว่า ช่องว่างระหว่างเยื่อหุ้มเซลล์
(intermembrane space)
               คริสตีและแมทริกส์มีเอนไซม์ สำหรับการหายใจระดับเซลล์ (cellular respiration)และ เป็นที่สังเคราะห์ ATP
               มีไรโบโซม และDNAเป็นของตัวเอง
               มีจำนวนเพียง 1 อัน หรือ เป็นหลาย ๆ พันในเซลล์ เช่น ในเซลล์ตับ จะมีไมโทคอนเดรียมากถึง 2,500อันต่อเซลล์
               ไมโทคอนเดรียภายในเซลล์ปกติจะมีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงรูปร่าง และเพิ่ม จำนวนของตัวมันเอง
หน้าที่
               เป็นที่สำหรับการหายใจระดับเซลล์ ซึ่งการหายใจระดับเซลล์ (cellular respiration) คือ กระบวนการที่พลังงานเคมีของ คาร์โบไฮเดรตถูกเปลี่ยน เป็น ATP ซึ่งเป็นตัวให้ พลังงานภายในเซลล์ ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้
C6H12O6 + O2 CO2 + H2O + พลังงาน

10. คลอโรพลาสต์ (chloroplasts)

รูปที่ 3.20 โครงสร้างคลอโรพลาสต์
โครงสร้าง
               พบในเซลล์พืช สาหร่าย และ ไซยาโนแบคทีเรีย (cyanobacteria)
               มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 ไมโครเมตร ยาวประมาณ 1-5 ไมโครเมตร
               คลอโรพลาสต์ เป็น พลาสติด ชนิดหนึ่ง พลาสติด เป็นออร์แกเนลล์ ที่พบในพืช ซึ่งได้แก่
                  1) อะไมโลพลาสต์ (amyloplast) เป็นพลาสติด ที่ไม่มีสี พบที่รากและส่วนหัวของพืช ทำหน้าที่เก็บสะสมแป้ง
                  2) โครโมพลาสต์ (chromoplast) มีรงควัตถุ สีแดง และสีส้มบรรจุอยู่ให้สีแดงและสีส้ม แก่ผลไม้ ดอกไม้ และใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง
                  3) คลอโรพลาสต์ (chloroplast) มี รงควัตถุ สีเขียวเรียกว่า คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) มีเอนไซม์ และโมเลกุลอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ด้วยแสง พบในใบและส่วน อื่น ๆ ของพืชที่มีสีเขียว
               มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น คือ เยื่อหุ้มชั้นนอก และเยื่อหุ้มชั้นใน
               ภายในคลอโรพลาสต์ ประกอบด้วย ถุงแบน ๆ ที่เกิดจากเยื่อหุ้มชั้นในเรียกว่า ไทลาคอยด์ (thylakoid) วางซ้อนทับกันอยู่เป็นกอง ๆ ซึ่งแต่ละกอง ของไทลาคอยด์ เรียกว่า กรานัม (granum)ของเหลวที่บรรจุอยู่รอบ ๆ ไทลาคอยด์ เรียกว่าสโตรมา (stroma) ซึ่งจะมี DNA ไรโบโซมของคลอโรพลาสต์ และเอนไซม์ที่ใช้ในการ สังเคราะห์คาร์โบไฮเดรต
               คลอโรฟิลล์ อยู่ที่ เยื่อหุ้มไทลาคอยด์ (thylakoid membrane)
หน้าที่
               เป็นที่เกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis)
               การสังเคราะห์ด้วยแสง คือ กระบวนการที่พลังงานแสงถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี
คาร์โบไฮเดรต โดยสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้ี้
พลังงานแสง + CO2+ H2O C6H12O6 + O2

11. สารโครงร่างของเซลล์ (cytoskeleton)

รูปที่ 3.21สารโครงร่างเซลล์
โครงสร้าง
                เป็นร่างแห ตาข่ายของเส้นใยโปรตีนที่แผ่ขยายปกคลุมอยู่ทั่วไซโทพลาซึม
                ทำหน้าที่คงรูปร่างของเซลล์ โดยทำให้เซลล์ทนต่อแรงอัดจากภายนอก
                เส้นใยโปรตีนที่ประกอบเป็นสารโครงร่างเซลล์ มี 3 ชนิด คือ ไมโครทูบูล ไมโครฟิลาเมนต์ และอินเตอร์มีเดียทฟิลาเมนต์

รูปที่ 3.22 โครงสร้างของไมโครทูบูล ไมโครฟิลาเมนต์ และอินเตอร์มีเดียทฟิลาเมนต์

11.1 ไมโครทูบูล (microtubule)

รูปที่ 3.23 ท่อไมโครทูบูล
โครงสร้าง
                ไมโครทูบูล (microtubule) เป็นแท่งกลวง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 นาโนเมตร ยาว 200 นาโนเมตร – 25 นาโนเมตร
                ประกอบด้วยโปรตีนก้อนกลม (globular protein) ชื่อว่าทูบูลิน (tubulin) ซึ่งมี 2 หน่วยย่อย คือ แอลฟาทิวบูลิน (alpha – tubulin) และบีตาทูบูลิน (beta – tubulin)
                เซนโทรโซม (centrosome) เป็นศูนย์ควบคุมการประกอบไมโครทูบูล ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับนิวเคลียส ภายในบริเวณ เซนโทรโซมจะพบเซนทริโอล จำนวน 1 คู่ เซนทริโอล 1 อัน มีรูปร่างเป็นทรงกระบอก ประกอบด้วยท่อไมโครทูบูล 3 ท่อ จำนวน 9 ชุด มาเรียง ตัวกันเป็นวงแหวน ตรงกลางไม่มีท่อทูบูลิน เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า 9 + 0
                เซนทริโอล คู่นี้ จะวางตั้งฉากกันและเกี่ยวข้องกับการแยกโครโมโซมระหว่างการ แบ่งตัวของเซลล์
                เซนโทรโซม ในเซลล์พืชส่วนใหญ่ไม่มีเซนทริโอล

รูปที่ 3.24 การจัดเรียงตัวของไมโครทูบูลในแฟลเจจลาและเบซัลบอดี
ที่มีโครงสร้างคล้ายเซนทริโอล
หน้าที่ของ ไมโครทูบูล
                   ช่วยรักษารูปร่างของเซลล์ ไมโครทูบูล เปรียบเสมือนแท่งเหล็กที่ทนต่อแรงอัดภายนอก
                   ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของซิเลีย และแฟลเจลลา ซึ่งส่งผลให้เซลล์ที่มีซิเลีย หรือแฟลเจลา เป็นส่วนประกอบเกิดการเคลื่อนที่ได้ (ไมโครทูบูลในซิเลีย และแฟลเจลลา จะมีการเรียงตัวแบบ 9+2 ซึ่งประกอบด้วยไมโครทูบูล 2 ท่อ จำนวน 9 ชุด จัดเรียงตัว เป็นวงแหวนโดยตรงกลาง มีท่อไมโครทูบูลจำนวน 2 ท่อวางอยู่
                   ช่วยในการแยกโครโมโซมระหว่างเซลล์กำลังแบ่งตัว
                   ช่วยในการเคลื่อนที่ของออร์แกเนลล์

รูปที่ 3.25 เซนทริโอล

รูปที่ 3.26 โครงสร้างแฟลเจลลา รูปที่

3.27การโบกพัดซีเลียของพารามีเซียม

11.2 ไมโครฟิลาเมนต์ (microfilament or actin filament)

รูปที่ 3.28 เส้นใยไมโครฟิลาเมนต์

รูปที่ 3.29 ไมโครฟิลาเมนต์ (สีเขียว) ช่วยคงรูปร่างของเซลล์
โครงสร้าง
                เป็นเส้นใยขนาดบาง และยาวมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 นาโนเมตร
                ประกอบด้วยโปรตีนก้อนกลม ชื่อว่า แอคทิน (actin) โดย ไมโครฟิลาเมนต์ 1 เส้น ประกอบด้วย 2 สายของแอคทิน ที่พันกันเป็นเกลียว
หน้าที่
                ช่วยรักษารูปร่างของเซลล์ โดยไมโครฟิลาเมนต์จะทำให้เซลล์ทนต่อแรงดึง
                มีบทบาทสำคัญในการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อ โดยมีไมโอซิน เป็น มอเตอร์ โมเลกุล (motor molecule)
                เป็นส่วนประกอบใน ไมโครวิลไล (microvilli) ของ เซลล์บุผิวภายในลำไส้ (intestinal cell) ทำหน้าที่เพิ่มพื้นที่ผิวให้แก่เซลล์บุผิวภายในลำไส้
                มีบทบาทในการเคลื่อนที่แบบอะมีบา (amoeboid movement) ของเซลล์ และทำให้เกิดรอยแยก สำหรับเซลล์ที่กำลังแบ่งตัว
                เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของไซโทพลาซึม ในเซลล์พืช (cytoplasmic streaming)
11.3 อินเตอร์มีเดียท ฟิลาเมนต์ (intermediate filament)

รูปที่ 3.30 เส้นใยอินเตอร์มีเดียทฟิลาเมนต์
โครงสร้าง
                เป็นเส้นใยโปรตีนที่มีขนาดใหญ่กว่าไมโครฟิลาเมนต์ แต่เล็กกว่าไมโครทูบูล
                ประกอบด้วยโปรตีนที่อยู่ในกลุ่มเคอราติน (keratin family)
หน้าที่
                ช่วยรักษารูปร่างของเซลล์อินเตอร์ มีเดียท ฟิลาเมนต์ ทนต่อแรงดึงภายนอก เช่นเดียวกับ ไมโครฟิลาเมนต์
                ช่วยยึดออร์แกเนลล์ บางอย่างให้อยู่กับที่ เช่น นิวเคลียสถูกยึดให้อยู่ในกรงที่ทำด้วย อินเตอร์ มีเดียท ฟิลาเมนต์
                สร้าง นิวเคลียร์ลาร์มินาร์ (nuclear larninar)

12. โครงสร้างผิวเซลล์ (cell surface structure)
              คือ โครงสร้างที่อยู่ถัดออกมาจากเยื่อหุ้มเซลล์ เช่น ผนังเซลล์ (cell wall) ที่พบใน เซลล์พืช รา สาหร่ายและแมทริกซ์นอกเซลล์ ( extracellular matrix) ที่พบในเซลล์สัตว์
12.1 ผนังเซลล์

รูปที่ 3.31 ตำแหน่งของชั้นผนังเซลล์
โครงสร้าง
                ช่วยในการคงรูปร่างของเซลล์พืช แบ่งออกเป็น
                   1. ผนังเซลล์ขั้นแรก (primary cell wall) ซึ่งประกอบด้วยเซลลูโลส ระหว่างผนังเซลล์ ขั้นแรก คือ ลาเมลลา (middle lamella) ซึ่งมี เพคติน (pectin) บรรจุ อยู่ช่วยยึดเซลล์ให้อยู่ติดกัน
                    2. ผนังเซลล์ขั้นที่สอง (secondary cell wall) อยู่ระหว่างเยื่อหุ้มเซลล์ และ ผนังเซลล์ ขั้นแรก แข็ง และทนทานกว่า ผนังเซลล์ขั้นแรก มักพบลิกนินเป็น ส่วนประกอบผนังเซลล์ขั้นที่สองนี้ มักพบในไม้เนื้อแข็ง
12.2 แมทริกซ์นอกเซลล์ ส่วนใหญ่เป็นไกลโคโปรตีน (glycoprotein) ซึ่งได้แก่
                1) คอลลาเจน (collagen)
                2) โพรทีโอไกลแคน (proteoglycan)
                3) ไฟโบรเนคติน(fibronectin)
หน้าที่
                 ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับบริเวณรับของอินทีกริน (integrin receptor) ในเยื่อหุ้มเซลล์และอินทีกรินก็เชื่อมต่อกับ ไซโทสเกเลตัน ทำให้เกิดการประสานระหว่าง แมทริกซ์นอกเซลล์ และไซโทพลาซึมภายในเซลล์ขึ้น

13.โครงสร้างเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ (junction between cells)

รูปที่ 3.32 โครงสร้างเชื่อมเซลล์ประเภทต่างๆ
13.1 พลาสโมเดสมาตา (plasmodesmata) ในเซลล์พืช
        ช่วยให้ไซโทพลาสซึมระหว่างเซลล์แพร่ถึงกัน ทำให้สารต่าง ๆ ในไซโทพลาสซึม
เกิดการแลกเปลี่ยนกันระหว่างเซลล์
13.2 ไทท์จังชัน (tight junction) ในเซลล์สัตว์
         เป็นโครงสร้างที่เกิดจากเยื่อหุ้มเซลล์ที่อยู่ติดกันเกิดการรวมตัวกันป้องกันการรั่วไหลของ
ของเหลวภายในเซลล์และนอกเซลล์เข้าหากัน
13.3 เดสโมโซม (desmosome) ใน เซลล์สัตว์
         ทำหน้าที่ตรึงเซลล์เข้าด้วยกัน โดยมี อินเตอร์มีเดียทฟิลาเมนต์ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ เดสโมโซม
13.4 แกพจังชัน (gap junction) ในเซลล์สัตว์
         เป็นช่องที่เกิดขึ้นระหว่างเซลล์ที่อยู่ติดกัน
         ทำให้สารและโมเลกุลสามารถเคลื่อนที่จาก เซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง
         กระแสไฟฟ้า สามารถเคลื่อนที่จากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง โดยผ่านทางแกพจังชัน
ที่มา :  http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/BP1/Program/chapter3/p5.html

หลักการใช้ Present Simple Tense

โครงสร้างประโยค  คือ   Subject + Verb 1
     

ใช้กับเหตุการณ์

1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เป็นความจริงตลอดไปหรือเป็นความจริงตามธรรมชาติ เช่น
The sun rises in the east.( พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก )            .                                            
  Fire is hot. ( ไฟร้อน )

2. ใช้กับการกระทำที่ทำจนเป็นนิสัย มักจะมีกลุ่มคำที่มีความหมายว่า เสมอๆ บ่อยๆ ทุกๆ อยู่ด้วย เช่น              
I get up at six o’clock everyday. ( ฉันตื่นนอนเวลา 6 นาฬิกาทุกวัน )                                                                        

หลักการจำและนำไปใช้

1.  ประธาน  He, She, It  หรือ 1 เดียวเท่านั้น ต้องเติม s หรือ es  ท้ายคำกริยาด้วย มีกริยาช่วย คือ does

2.  ประธาน I, You, We, They, หรือ 2 ขึ้นไป กริยาเหมือนเดิม มีกริยาช่วย คือ  do

3.  do และ does  ใช้ในประโยค คำถามและปฏิเสธ

4.  ในประโยคมีคือ does กริยาไม่ต้องเติม s / es



ชนิดของประโยค

1. ประโยคบอกเล่า =   Subject + Verb1 + (Object).   เช่น

  • She likes English .
  • Jack plays football everyday.
  • I like Thai .   
  • Jack and his friends play football everyday.


 2. ประโยคคำถาม

2.1  Yes/No question
ใช้  Do, Does + ประธาน + กริยา ?

  • Does she like English? 
  • Does Jack play football everyday?                 
  • Do you like Thai?
  • Do Jack and his friends play football everyday?


การตอบแบบ Short answer  

  • Yes, he/she/it does.
  • No, he/she/it doesn’t.
  • Yes, I/you/we/they do.
  • No, I/you/we/they don’t.


2.2   ใช้ Question words 
(What/ Where/ When / Why/ ……+ do/does + ประธาน + กริยา…….?) เช่น

What do you eat for lunch?       I eat noodles.
Where does Jim go Mondays?   He goes to school.
How do they go to school?         They go to school by school bus.


3. ประโยคปฏิเสธ ใช้ do not (don’t), does not (doesn’t) ตามด้วยคำกริยาแท้รูปเดิม 
I don’t like Thai.                                                                                                                                         She doesn’t like English.                                                                              
Jack doesn’t play football everyday.                                                              

หลักการเติม s ที่คำกริยา
1.กริยาที่ลงท้ายด้วย o, s, x, ch, ss, และ sh,  ให้เติม es เช่น

  • pass - passes = ผ่าน       
  • brush - brushes = แปรงฟัน    
  • catch - catches = จับ                              
  • go - goes = ไป               
  • box - boxes = ชก


2.กริยาที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y ไม่ใช่  a e i o u ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es

  • study studies เรียน,          
  • cry - cries = ร้องไห้,         
  • fry - fries = ทอด    


3. กริยาที่นอกเหนือจากที่ไม่เข้ากฎในข้อ 1 และ ข้อ 2 ให้เติม s ได้เลย


Adverb of Frequency  ใช้ขยายคำกริยา เพื่อบอกถึงความถี่ของการกระทำ และจะวางไว้หน้าคำกริยานั้นๆด้วย ยกเว้น sometimes อยู่ ต้นประโยคก็ได้ เช่น


  • always    เป็นประจำ สม่ำเสมอ 100 %           
  • usually    เป็นประจำ 80 %     
  • often       บ่อยๆ 60 %
  • sometimes    บางครั้งบางคราว 30 %   
  • seldom    นานๆครั้ง 10 %       
  • never     ไม่เคย 0 %
  • habitually ทำประจำจนเป็นนิสัย
  • hardly แทบจะไม่เคย
  • rarely แทบจะไม่เคย
  • frequently บ่อยๆ
  • scarcely แทบจะไม่เคย
  • barely แทบจะไม่เคย
  • naturally โดยปกติแล้ว
  • usually โดยปกติ
  • infrequently นานๆครั้ง
นอกจากคำเหล่านี้แล้ว เรายังสามารถผสมคำเพื่อแสดงถึงความถี่ได้ เช่น every week, once a day, twice a month เป็นต้น

Examples:

  1. Sandy always goes to school early.
  2. Mary usually cooks dinner.
  3. We often drink milk.
  4. I never go to London.
  5. Sometimes I eat pizza for lunch.




อ้างอิงจาก : http://tc.mengrai.ac.th/jareeya/presentsimpletense.htm

Saturday, July 15, 2017

เซลล์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์

1.2 ลักษณะโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์
2. ลักษณะโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์
ลักษณะโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์

โครงสร้างและส่วนประกอบของเซลล์
พืชและสัตว์ต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์เหมือนกัน เซลล์พืชและเซลล์สัตว์มีขนาด รูปร่าง และลักษณะแตกต่างกันตามความเหมาะสมของหน้าที่ แต่โครงสร้างพื้นฐานหรือองค์ประกอบส่วนใหญ่ทั้งของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์จะคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

โครงสร้างพื้นฐานและหน้าที่ของเซลล์
 1. ผนังเซลล์ (cell wall) พบครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1665 โดยโรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke) ผนังเซลล์พบในเซลล์พืชเท่านั้นเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงและทำให้เซลล์คงรูปอยู่ได้ ประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่และยังประกอบด้วยสารพวกเพกทิน ลิกนิน ฮีมิเซลลูโลส ซูเบอริน ไคทิน และคิวทิน

2. เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ อยู่ล้อมรอบเซลล์ ประกอบด้วยสารประเภทโปรตีนและไขมัน มีหน้าที่ช่วยให้เซลล์คงรูปและควบคุมการแลกเปลี่ยนสารระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์พบได้ทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์เป็นส่วนที่มีชีวิต มีความยืดหยุ่นสามารถยืดหดได้มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ มีรูพรุนสำหรับให้สารละลายผ่านเข้าออกได้ เช่น น้ำ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ยูเรีย กรดอะมิโน เกลือแร่ ออกซิเจน และกลีเซอรอลสามารถผ่านเข้าออกได้ง่าย ส่วนสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้เลย เช่น สารพวกโปรตีนและไขมัน จึงเรียกเยื่อที่มีลักษณะแบบนี้ว่า เยื่อกึ่งซึมผ่านได้ (semipermeable membrane หรือ selective permeable membrane)

3. ไซโทพลาซึม (cytoplasm) มีลักษณะเป็นของเหลวคล้ายเจลลี่ซึ่งมีน้ำ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และเกลือแร่ต่างๆ เป็นองค์ประกอบ ไซโทพลาซึมเป็นศูนย์กลางการทำงานของเซลล์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเมแทบอลิซึม (metabolism) ทั้งกระบวนการสร้างและการสลายอินทรียสาร เป็นแหล่งที่เกิดปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ที่จะช่วยให้เซลล์ดำรงชีวิตอยู่ได้

4. นิวเคลียส (nucleus) อยู่ในไซโทพลาซึม เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของเซลล์ นิวเคลียสทำหน้าที่ควบคุมเมแทบอลิซึมของเซลล์ ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนและเอนไซม์ ควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกหลาน ควบคุมกิจกรรมต่างๆ ภายในเซลล์ ควบคุมการเจริญเติบโต และควบคุมลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต

5. คลอโรพลาสต์ (chloroplast) พบเฉพาะในเซลล์ที่มีสีเขียวของพืชและเซลล์ของโพรทิสต์บางชนิด เช่น สาหร่าย คลอโรพลาสต์ประกอบด้วยเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ชั้นนอกทำหน้าที่ควบคุมชนิดและปริมาณของสารที่ผ่านเข้าและออกจากคลอโรพลาสต์ ส่วนชั้นในจะมีลักษณะยื่นเข้าไปภายในและมีการเรียงกันเป็นชั้นๆ อย่างมีระเบียบ ภายในเยื่อหุ้มชั้นในจะมีโมเลกุลของสารสีเขียว เรียกว่า คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) และมีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างอาหาร




ที่มา https://sites.google.com
แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง เซลล์พืชและเซลล์สัตว์