Monday, January 9, 2012

รีแบรนด์ดิ้ง คาร์แลค 68 สู่ โมลี แคร์

คาร์แลค 68 ประกาศรีแบรนด์ ปรับโฉมใหม่ในชื่อ โมลีแคร์ ตั้งเป็นปักธงแฟรนไชส์สัญชาติไทยในต่างแดน

กฤษฏ์ กาญจนบัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์แลค (ไทย-เยอรมัน) จำกัด กล่าวว่าที่ผ่านมา บริษัทได้ขายแฟรนไชส์ในชื่อ คาร์แลค 68 โดยเน้นกลุ่มลูกค้าระดับ B เป็นหลัก ซึ่งได้ประสบความสำเร็จด้านการตลาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นก้าวต่อไปของบริษัทจึงต้องพัฒนาแบรนด์สู่ความเป็นสากล ผ่านการรีแบรนด์ดิ้ง โดยมีจุดประสงค์สำคัญคือ มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับแฟรนไชส์ซี
“เราได้มีการทยอยปรับปรุงสาขาแฟรนไชส์ซีของเราจากแบรนด์ คาร์แลค ให้เป็นโมลีแคร์ ส่วนนักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาซื้อแฟรนไชส์จากเราก็จะใช้แบรนด์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งความแตกต่างที่พัฒนาขึ้นนอกจากภาพลักษณ์และการตกแต่งที่แลดูทันสมัยขึ้นแล้ เรายังมีการปรับปรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น และนำเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ระบบ CRM เข้ามาบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วย ”
กับคำถามที่ว่า ทำไมการซื้อแฟรนไชส์ถึงได้เปรียบกว่าการเปิดร้านเอง? 

กฤษฏ์ ให้คำตอบว่า ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มองเพียงแค่โอกาสทางการตลาดเท่านั้น แต่ไม่คำนึงถึงว่าตนเองมีประสบการณ์และความชำนาญในธุรกิจนั้นเพียงใด ที่ผ่านมามีนักลงทุนจำนวนมากลงทุนเปิดคาร์แคร์ของตนเอง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่ทราบธรรมชาติของธุรกิจนี้อย่างแท้จริง ซึ่งการซื้อแฟรนไชส์จะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนให้สามารถทำธุรกิจได้

“ธุรกิจจะประสบความสำเร็จต้องอาศัยทั้งการบริหารที่ดีและโอกาสทางการตลาด ทั้งหมดนี้แฟรนไชส์สามารถตอบโจทย์ได้ เพียงแต่นักลงทุนต้องพิจารณาแฟรนไชส์ที่อยู่ในท้องตลาดให้แน่ใจเสียก่อนว่ามีความมั่นคงที่จะเข้าไปลงทุนมากน้อยเพียงใด สำหรับโมลีแคร์ เราได้ผ่านการพิสูจน์คุณภาพจากผู้บริโภคตลอด 4 ปีแล้วว่าธุรกิจของเรามี Know How ที่เข้มแข็งและโอกาสทางการตลาดที่ยังเปิดกว้าง”

ข้อได้เปรียบของโมลีแคร์ คือ เครื่องมือและอุปกรณ์การดูแลรักษารถยนต์ที่ได้มาตรฐานสากล เนื่องจากเป็นการนำเข้าเทคโนโลยีมาจากประเทศเยอรมัน ซึ่งมีความชำนาญในอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอย่างดี โดยบริการนั้นจะครอบคลุมตั้งแต่ การล้างรถ ดูดฝุ่น อัดฉีด ขัดเคลือบสี ลบริ้วรอย ขัดเคลือบเงาล้อแม็กซ์ กระจก เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง รวมถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์จะช่วยดึงดูดลูกค้าทั้งที่เป็นขาจรและขาประจำให้เข้ามาใช้บริการได้ ทั้งนี้มีตัวเลขการสำรวจจำนวนเม็ดเงินที่ผู้บริโภคใช้จ่ายกับการดูแลรักษารถนั้น พบว่าโดยเฉลี่ยผู้ที่มีรถยนต์จะเข้ามาใช้บริการศูนย์คาร์แคร์ 2.69 ครั้งต่อเดือน และใช้จ่ายปีละ 4,000 บาท ต่อรถยนต์หนึ่งคัน โดยแนวโน้มในอนาคตผู้คนจะเข้ามาใช้บริการคาร์แคร์มากขึ้น เนื่องจากต้องการความสะดวกสบาย และมั่นใจกว่าการรักษารถยนต์ด้วยตัวเอง
ด้านทำเลที่ตั้งนั้น การวางสาขาไว้ในปั้มน้ำมันจะมีข้อได้เปรียบที่สุด เนื่องจากจะสามารถดักลูกค้าขาจรได้ แต่ทั้งนั้น รูปแบบการตั้งสาขาสามารถเลือกได้ทั้งในห้างสรรพสินค้า พลาซ่า หรือรูปแบบสแตนด์อโลน 

เพียงแต่พื้นที่ควรจะเป็นจุดที่มีผู้อยู่อาศัยพลุกพล่าน และรถยนต์สามารถวิ่งผ่านได้ จะดีที่สุด
สำหรับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ให้กับแฟรนไชส์ซีนั้น คาร์แลค (ไทย-เยอรมัน) จะช่วยเหลือด้านการตลาดตลอดอายุสัญญา 15 ปี ช่วยเหลือด้านการจัดหาและฝึกอบรมพนักงาน การเลือกทำเลสำหรับการตั้งสาขา การตกแต่งศูนย์ วางระบบซอฟท์แวร์สำหรับบริหารจัดการสาขา รวมถึงจัดหาผู้จัดการสาขาให้ในกรณีที่ แฟรนไชส์ซีไม่สามารถอยู่ดูแลร้านได้ตลอดเวลา 

ทั้งนี้ธุรกิจคาร์แคร์ถือเป็นธุรกิจบริการรูปแบบหนึ่ง ถ้าสามารถมัดใจลูกค้าประจำได้แล้วก็จะเกิดการใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง และยังถือว่าเป็นธุรกิจที่มีอนาคตอีกมาก เนื่องจากตราบใดที่ผู้คนใช้รถย่อมต้องมีการดูแลรักษาเกิดขึ้น และถือได้ว่าเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังทรัพย์ในการใช้จ่ายสูงอีกด้วย


ที่มา -  http://www.smethailandclub.com/content/article_detail.asp?articleid=30


No comments:

Post a Comment