Monday, January 30, 2012

หลักบันได7 ขั้นของการพูด ของ ดร.นิพนธ์ ศศิธร

หลักบันได ๗ ขั้นของการพูด ของ ดร.นิพนธ์ ศศิธร
                ดร.นิพนธ์ ศศิธร ได้กล่าวถึงบันได ๗ ขั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จแห่งการเป็นนักพูดที่ประสบความสำเร็จ ดังนี้
.๑ การรวบรวมเนื้อหาที่จะพูด
.๒ การจัดระเบียบเรื่อง
.๓ การหาข้อความอื่นๆ มาประกอบหรือขยายความออกไป
.๔ การเตรียมอารัมภบทหรือบทนำ
.๕ การเตรียมบทสรุป
.๖ การซักซ้อมการพูด
.๗ การแสดงการพูด

ดังนี้

บันไดขั้นที่หนึ่ง : การรวบรวมเนื้อหาสาระที่จะพูด
                ความสำเร็จในการพูดอยู่ที่การผสมกลมกลืนอย่างแนบสนิทระหว่างความรู้สึกและเหตุผล ดังนั้น การเตรียมตัวที่ดี จึงควรเริ่มต้นจากข้อกำหนดและความคิดเห็นของผู้พูดเสียก่อน แล้วเอาสิ่งเหล่านี้มาทำเป็นโครงร่างไว้ จากนั้นจึงค้นคว้าหาข้อเท็จจริงอื่นๆ มาประกอบให้สมบูรณ์ต่อไป บันไดขั้นที่ ๑ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
. เริ่มต้นด้วยความคิดก่อนว่าในเรื่องที่จะพูดก่อนนั้นมีเนื้อหาอะไรบ้างที่รู้ดีอยู่แล้ว และยังมีอะไรอีกบ้างที่ยังไม่รู้และจะต้องค้นคว้าต่อไป
. รวบรวมเนื้อหาจากการสังเกตการณ์ การสังเกตการณ์ที่ดีจะต้องกระทำด้วยตนเองโดยตรงอย่างครบถ้วน ถูกต้องแม่นยำ และปราศจากความลำเอียง ต้องสามารถแยกจุดเด่นจากการสังเกตการณ์ที่ได้มาให้ได้   
. รวบรวมเนื้อหาจากการติดต่อกับบุคคลอื่น โดยการสนทนา การสัมภาษณ์ หรือการติดต่อทางจดหมาย แต่ละอย่างก็มีหลักเกณฑ์โดยเฉพาะออกไปอีก ซึ่งจะไม่กล่าวไว้ ณ ที่นี้ ๔. รวบรวมเนื้อหาจากการอ่าน ต้องอ่านให้เป็นไม่ใช้ตะลุยอ่านไปโดยไม่มีหลักเกณฑ์จะเสียเวลาโดยไม่มีประโยชน์

บันไดขั้นที่สอง : การจัดระเบียบเรื่อง
 บันไดขั้นที่ ๒ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
. การเขียนโครงเรื่อง เพื่อเป็นหลักในการดำเนินการขยายความเพิ่มเติมต่อไป อย่างมีระเบียบ และมีความต่อเนื่องกัน โดยการรวบรวมและแบ่งแยกแนวความคิดใหญ่ ๆ ออกเป็นหมวดหมู่เป็นข้อย่อย ๆ ลดหลั่นกันไป
. การจัดระเบียบเนื้อเรื่องที่จะพูด เป็นการเลือกใจความสำคัญของเรื่อง จดบันทึกแล้วแยกแยะ ให้เข้าหมวดหมู่ ตามความเหมาะสมต่อไป มี ๖ แบบให้เลือกกระทำดังนี้
.๑ เรียงตามลำดับเวลา
.๒ เรียงตามลำดับสถานที่
.๓ เรียงตามลำดับเรื่อง
.๔ แบบเสนอปัญหาและวิธีแก้
.๕ แบบแสดงเหตุและผล
.๖ แบบเสนอเป็นข้อเท็จจริง

แบบต่างๆ ทั้ง ๖ แบบที่กล่าวนี้ อาจเลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งหรือหลายแบบผสมกันไปก็ได้

บันไดขั้นที่สาม : การหาข้อความอื่น ๆ มาประกอบหรือขยายความออกไป
มีหลักในการปฏิบัติดังนี้
. หารูปแบบของการขยายความ โดยอาจใช้วิธีการดังนี้
.๑ โดยการยกอุทาหรณ์หรือตัวอย่าง
.๒ โดยการใช้สติ
.๓ โดยการเปรียบเทียบหรืออุปมา
.๔ โดยการอ้างอิงคำพูดหรือคำกล่าวของบุคคลอื่นที่มีน้ำหนักในเรื่องนั้นๆ
.๕ โดยการกล่าวซ้ำหรือย้ำโดยเปลี่ยนวิธีการพูดใหม่
.๖ โดยการอธิบายเพิ่มเติมให้กระจ่างแจ้ง
.๗ โดยการใช้เหตุผลตามหลักตรรกวิทยา


. การใช้ทัศนูปกรณ์กระกอบ ต้องใช้เหมาะสม ไม่ใช้พร่ำเพรื่อ หรือเบี่ยงเบนความสนใจ ของผู้ฟังออกไป จากเรื่องที่พูดนั้น

. ข้อความที่จะนำมาขยายหรือประกอบนั้น จะต้องเสริมสร้างความสนใจของผู้ฟังให้ตั้งใจฟังมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเรื่องหรือ ข้อความที่ยกมาจะต้องมีลักษณะดังนี้
.๑ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หรือความเป็นอยู่ของผู้ฟังมากที่สุด
.๒ ทำให้ผู้ฟังเห็นภาพหรือเข้าใจชัดเจนจริง ๆ
.๓ เป็นเรื่องที่สำคัญหรือโดดเด่น
.๔ ไม่ทำให้ผู้ฟังเปลี่ยนความสนใจ หรือเปลี่ยนอารมณ์ของผู้ฟังไปในทางที่ไม่ต้องการ
.๕ ถ้าเป็นเรื่องขำขัน ต้องสุภาพ ไม่ก้าวร้าวผู้ฟัง และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องไม่ใช่ออกนอกเรื่อง

บันไดขั้นที่สี่ : การเตรียมอารัมภบทหรือบทนำ
มีหลักในการปฏิบัติดังนี้
. การใช้ คำนำ เพื่อเรียกร้องให้เกิดความสนใจมีความสำคัญมากที่สุด การเรียกร้องให้เกิดความสนใจ อาจกระทำได้ โดยวิธีการต่างๆ ดังเช่น
.๑ เน้นถึงความสำคัญของเรื่องที่จะพูด
.๒ ใช้เรื่องหรือคำพูดที่คำขัน แต่อย่าใช้มากจนทำให้ผู้พูดเป็นตัวตลกจนเกินไป
.๓ ยกอุทาหรณ์ที่ตรงกับเรื่องหรือไม่ออกนอกเรื่อง
.๔ เริ่มด้วยการยกข้อความหรือคำพูดที่ก่อให้เกิดความตื่นใจ ซึ้งใจ หรือไพเราะ
.๕ กล่าวถึงความรู้สึก ความเชื่อถือ ผลประโยชน์ หรือความเป็นอยู่ร่วมกัน ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียว
กัน ไม่ใช่ศัตรูกัน
.๖ กล่าวนำด้วยการตั้งปัญหาที่เร้าใจ
.๗ ใช้คำพูดที่เร้าใจ หรือไพเราะน่าสนใจ
.๘ กล่าวสรรเสริญยกย่องผู้ฟัง

. การทำให้เรื่องกระจ่างขึ้น
.๑ กล่าวถึงจุดใหญ่ ๆ ที่จะพูด
.๒ กล่าวถึงหัวข้อเรื่องที่สำคัญ
.๓ พรรณนาถึงเบื้องหลังหรือประวัติของเรื่องนั้น ๆ



. ข้อที่ไม่ควรกระทำ
.๑ ออกตัวหรือขอโทษว่าเตรียมตัวมาไม่พอ หรือมีความรู้ไม่ดีพอ
.๒ พูดเยิ่นเย้อวกวนไปมา
.๓ พูดจาเป็นเชิงดุแคลนผู้ฟัง
.๔ พูดออกนอกเรื่อง

บันไดขั้นที่ห้า : การเตรียมบทสรุป
ประกอบด้วยหลักการสำคัญ ๆ ดังนี้
.๑ กล่าวถึงข้อใหญ่ใจความของเรื่องทั้งหมด
.๒ เรียงลำดับหัวข้อความคิดที่ได้กล่าวมาแล้ว
.๓ อธิบายทบทวน

. เร้าใจให้เกิดผลตามที่ต้องการ
.๑ ใช้เฉพาะการพูดที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจูงใจผู้ฟังเท่านั้น
.๒ แสดงให้ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้ฟังทำอะไร
.๓ จะต้องชักจูงทั้งอารมณ์และเชาวน์ปัญญาของผู้ฟัง

. ข้อที่ควรหลีกเลี่ยงในการสรุป
.๑ ขอโทษว่าเตรียมตัวมาไม่พอ หรือมีความรู้ไม่ดีพอ
.๒ สรุปสั้นเกินไป หรือเยิ่นเย้อเกินไป
.๓ เสนอความคิดใหม่ที่สำคัญขึ้นมา
.๔ พูดออกนอกเรื่อง
.๕ ทำให้ผู้ฟังขาดความสนใจ

บันไดขั้นที่หก : การซักซ้อมการพูด
                มีความสำคัญมาก เพราะทำให้ผู้พูดจำเนื้อหาที่จะพูดได้ ไม่ประหม่า และมีท่าทางเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ในขั้นนี้ผู้พูดต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
. ซ้อมที่ไหน
. ซ้อมเมื่อไร
. ซ้อมอย่างไร แบ่งออกเป็น
.๑ กำหนดการพูด น้ำเสียง และท่าทาง
.๒ ปรับปรุงถ้อยคำให้สละสลวย
บันไดขั้นที่เจ็ด : การแสดงการพูด

แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน
ส่วนที่ ๑ หลักการทั่วไป
. หลักการทั่วไปสำหรับการแสดงการพูด มีข้อควรปฏิบัติดังนี้
.๑ พูดให้ผู้ฟังเกิดภาพพจน์และเข้าใจชัดแจ้ง
.๒ พูดให้เข้ากับสถานการณ์ทั้งหมด
.๓ พูดจากใจจริง
.๔ สุภาพ ไม่อวดอ้าง
.๕ มีความเชื่อมั่น และก่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผุ้ฟัง
.๖ ไม่ทำให้ผู้ฟังหลงเพลินแต่เฉพาะน้ำเสียงหรือท่าทางเท่านั้น
.๗ มีชีวิตชีวา

ส่วนที่ ๒ การใช้กิริยาท่าทางประกอบ
การใช้กิริยาท่าทางประกอบ มีความสำคัญเนื่องจาก
. ช่วยให้ปรับตัวเป็นปกติได้ดีขึ้น
. ช่วยกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ
. ช่วยให้แสดงความหมายได้ชัดเจนขึ้น
. ช่วยในการเน้นหนักต่างๆ

. หลักชัยแห่งการพูดของ เดล คาร์เนกี
.๑ จงทำให้เรื่องที่พูดชัดเจนจนแจ่มกระจ่าง
.๒ จงทำให้เรื่องที่พูดสนุกสนานและไม่น่าเบื่อ
.๓ จงพูดโน้มน้าวและชักชวนจนทำให้เกิดการปฏิบัติ
.๔ จงทำให้การพูดประทับใจผู้ฟัง




No comments:

Post a Comment