Monday, January 9, 2012

การเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์

 
ข้อแนะนำเกี่ยวกับการเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์ที่ปรากฏในนี้   เป็นเพียงแนวทางที่นักศึกษาใช้ประกอบการเสนอหัวข้อเท่านั้น สาระสำคัญและรายละเอียด นักศึกษาควรขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไปหรืออาจารย์ที่จะทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของตน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  ในที่นี้จะเสนอแนวทางการเขียนทีละหัวข้อตามลำดับตามรูปแบบที่สำนักงานบัณฑิตศึกษากำหนดไว้  ดังนี้

ชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์                 

หลักการ ทฤษฎี เหตุผล และ/หรือสมมติฐาน เหตุผลสำคัญที่ประเด็นปัญหาของหัวข้อวิจัยนี้ต้องได้รับการศึกษาค้นคว้า โดยมีหลักการ ทฤษฎี หรือ สมมติฐาน ที่จะสนับสนุนเหตุผลที่เลือกทำวิจัยเรื่องนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการเขียน ประเด็นปัญหาของหัวข้อวิจัยจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับที่เคยมีผู้ศึกษาค้นคว้ามาก่อนแล้วอาจใช้การกำหนดประเด็น ดังนี้
1.             ประเด็นปัญหา หรือคำตอบที่ต้องการค้นหา
2.             ความจำเป็นเพียงใดที่จะค้นหาคำตอบ
3.             วิธีการในการค้นหาคำตอบ
4.             หลักการ หรือแนวคิดที่น่าเชื่อว่าจะได้คำตอบ
5.             สมมติฐานหรือทฤษฎีสนับสนุนโดยตรง หรือเทียบเคียงได้
6.             ปัจจัยใด ๆ เกี่ยวข้องกับวิธีการค้นหาคำตอบ

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาของข้อนี้ได้มาจากการอ่าน ทบทวนเอกสาร รายงานการวิจัยหรือบทความจากวารสารในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาที่กำลังจะทำการค้นคว้าวิจัยและจะใช้เป็นเอกสารอ้างอิง (References) ต่อไป ข้อสรุปที่จะนำเสนอจึงต้องมีความสอดคล้องกับหัวข้อหลักการ ทฤษฎีกล่าวคือ ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อยสองส่วน ได้แก่
1.             ส่วนที่สรุปให้ทราบถึงสถานภาพปัจจุบันหรือองค์ความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เกี่ยวกับ
ประเด็นปัญหาของหัวข้อวิทยานิพนธ์ เช่น เคยมีใครศึกษาค้นคว้าเพื่อหาคำตอบในประเด็นนี้หรือประเด็นใกล้เคียงมาแล้วบ้าง   ใช้วิธีการใด   และได้ผลอย่างไร   การที่ได้อ่านทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวางจะช่วยให้ทราบว่าประเด็นปัญหาของหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่เราประสงค์จะศึกษาค้นคว้านั้น เคยมีใครศึกษามาก่อนแล้วหรือไม่ อย่างไร สิ่งที่เราเสนอว่าจะทำ  ไม่ควรจะซ้ำซ้อนกับงานที่เคยมีผู้ทำมาก่อนแล้ว เว้นเสียแต่ว่าเป็นการศึกษาปัญหาเดียวกัน แต่ใช้วิธีการหรือการเข้าสู่คำตอบ (Approach) แตกต่างออกไป ใช้ปัจจัยเงื่อนไขที่แตกต่างจากงานเดิม หรืออาจใช้วิธีการเดียวกัน  แต่แนวคิดและสมมติฐานของเราแตกต่างออกไป เราต้องการพิสูจน์เพื่อยืนยันหรือล้มล้างคำตอบของประเด็นปัญหาจากผลงานเดิม ก็อาจเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำงานวิจัยนี้ได้
2.             ส่วนที่สรุปสาระเกี่ยวกับระเบียบวิธี (Methodology) หรือเทคนิคทุก ๆ วิธี ที่เราเสนอ
ว่าจะนำมาใช้ในโครงการวิจัยนี้ ว่าเคยมีใครใช้วิธีการ/เทคนิคดังกล่าวมาแล้วบ้าง ภายใต้ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใด ประยุกต์กับประเด็นปัญหาใด มีขอบเขตของการศึกษาครอบคลุมเพียงใด และได้ผลอย่างไร เป็นต้น

นอกเหนือจากองค์ประกอบสองส่วนนี้แล้ว อาจมีข้อสรุปจากเอกสารที่เกี่ยวข้องในประเด็นอื่น ๆ ที่จะเป็นส่วนช่วยให้โครงการวิจัยนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประโยชน์ของ Literature Review นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ยังช่วยให้เราทราบถึงแหล่งข้อมูลต่อเนื่อง สามารถขยายผลต่อไปได้ สามารถนำมาเปรียบเทียบ วิเคราะห์ อ้างอิง กับงานวิทยานิพนธ์ของเราได้ และช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงการศึกษาค้นคว้าซ้ำซ้อนกับงานที่เคยมีผู้ทำมาก่อนแล้ว

วัตถุประสงค์ของการศึกษา   นักศึกษาที่ได้ปรึกษาหารือกับ (ว่าที่) อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์มาแล้วเป็นอย่างดี สามารถเข้าใจประเด็นปัญหาของหัวข้อวิทยานิพนธ์อย่างชัดเจน และมองเห็นภาพรวมของโครงการวิจัยของตนอย่างทะลุปรุโปร่ง ย่อมสามารถกำหนดวัตถุประสงค์ ที่กระชับและตรงเป้าที่สุด วัตถุประสงค์ของการศึกษาตามโครงการวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์จึงควรมีเพียงประการเดียว คือ เพื่อค้นหาคำตอบของประเด็นปัญหาวิจัยนั้น  ผลพลอยได้หรือประโยชน์อื่น ๆ ที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นจากผลการวิจัย ควรระบุไว้ในข้อถัดไป  อย่างไรก็ตาม โครงการวิจัยบางโครงการอาจมีวัตถุประสงค์สำคัญหลายประการ (แต่ก็ไม่ควรหลากหลายนัก อย่างมากที่สุดไม่น่าสูงถึงสามวัตถุประสงค์) ในกรณีเช่นนี้ควรระบุวัตถุประสงค์แยกเป็นข้อ ๆ โดยเรียงลำดับความสำคัญ

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษา เชิงทฤษฎี และ/หรือเชิงประยุกต์: ควรระบุเป็นข้อ ๆ ว่าหากผลการค้นคว้าวิจัยเป็นไปตามที่คาดหมาย จะพึงมีประโยชน์อะไรบ้าง โดยเรียงลำดับความสำคัญ


แผนดำเนินการ ขอบเขตและวิธีการวิจัย: สาระสำคัญของข้อนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่นักศึกษาจะต้องหารือกับ (ว่าที่) อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์มาแล้วเป็นอย่างดี สิ่งที่ควรระบุในข้อนี้คือ วิธีการ/เทคนิคที่จะใช้ในการค้นหาคำตอบของประเด็นปัญหาวิจัย อาจระบุรายการวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ วิธีการวิเคราะห์    การออกแบบการทดลอง การเก็บรวบรวมข้อมูล ฯลฯ ที่จำเป็นต้องใช้ในโครงการ (ระบุเฉพาะที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องแจงรายละเอียดขอบเขตของโครงการวิจัยที่พึงระบุไว้ในข้อนี้ อาจเป็นขอบเขตเชิงพื้นที่            เชิงเวลา เชิงสมบัติเฉพาะของกลุ่มตัวอย่าง/ข้อมูล หรืออื่น ๆ เพื่อให้ชัดเจนว่า สิ่งที่เราเสนอจะทำในโครงการนี้ครอบคลุมแค่ไหนควรกำหนดแผนดำเนินการโดยประมาณ อาจแสดงในรูปของตาราง      การทำงาน แสดงระยะเวลาของแต่ละกิจกรรมย่อยของโครงการ หรือในรูปของ Flow Chart  ที่สำคัญคือ ต้องมีความชัดเจน ต้องสอดคล้องกับหัวข้อวิจัยและวัตถุประสงค์ เพราะเป็นส่วนที่คณะกรรมการที่พิจารณาจะใช้เป็นเครื่องตัดสินว่ามีปริมาณงานเหมาะสมหรือไม่ และวิธีการที่จะใช้มีความเป็นไปได้เพียงใด เพื่อการพิจารณาอนุมัติ

สถานที่ที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยและรวบรวมข้อมูล หมายถึงภาควิชา และคณะที่สาขาวิชาสังกัดอยู่ในกรณีที่มีการดำเนินการนอกคณะหรือวิทยาลัย เช่น ต้องมีการเก็บข้อมูลนอกสถานที่หรือดำเนินการทดลองหรือปฏิบัติในห้องทดลองอื่น ๆ ก็ให้ระบุสถานที่เหล่านั้นด้วย

ระยะเวลาดำเนินการวิจัย  หมายถึง ระยะเวลาของทั้งโครงการ ประมาณการตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานจนเขียนวิทยานิพนธ์แล้วเสร็จ ควรสอดคล้องกับแผนดำเนินการที่ระบุไว้

เอกสารอ้างอิง  ประกอบด้วยรายละเอียดของรายการเอกสารทุกรายการที่ได้มีการอ้างถึงในการเขียนProposal นี้ วิธีเขียนรายการเอกสารอ้างอิง ควรเขียนตามรูปแบบที่นิยมใช้ในสาขาวิชานั้น ๆ และควรใช้เพียงรูปแบบเดียว

เมื่อหัวข้อของนักศึกษาได้ผ่านความเห็นชอบของกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์แล้ว  ในการขอสอบรายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1 นักศึกษาจะต้องเสนอโครงร่างฉบับสมบูรณ์ต่อกรรมการสอบวิทยานิพนธ์   ซึ่งโครงร่างฉบับสมบูรณ์จะต้องประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วน คือ บทนำ  แนวคิดทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง(การทบทวนวรรณกรรม) และระเบียบวิธีวิจัย




No comments:

Post a Comment