Monday, January 9, 2012

อะไรคือเป้าหมายชีวิต ?


เป้าหมายของคนทุกคนแบ่งได้เป็น 5 ระดับปรับประยุกต์ตามแนวทฤษฎีลำดับขั้นของความต้องการHierarchy of needs ของ Abraham H. Maslow ได้แก่
1.      ความต้องการทางกายภาพ (Physiological Needs)
2.      ความต้องการทางด้านความปลอดภัย (Safety Needs)
3.      ความต้องการที่จะผูกพันทางสังคม (Social needs)
4.      ความต้องการฐานะเด่นได้รับการยกย่อง (Esteem Needs)
5.      ความต้องการที่จะตระหนักความจริงในตน (Self Actualization)

การตั้งเป้าหมายต้องอยู่บนพื้นฐานของ SMART  ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการสร้างตัวชี้วัดของเป้าหมายได้แก่
·       S = Specific (มีความชัดเจน)
·       M = Measurable (สามารถวัดได้)
·       A = Attainable (สามารถบรรลุได้)
·       R = Realistic (อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง)
·       T = Timely (มีกำหนดเวลาแน่นอน)

วิธีรักษาเป้าหมายชีวิตให้มั่นคง
1.      ฝึกให้เป็นคนมีศรัทธา ได้แก่ มีเหตุผล 
2.      ฝึกให้เป็นคนมีศีล
3.      ฝึกให้เป็นคนมีความรู้
4.      ฝึกให้เป็นคนมีจาคะ คือ รู้จักเสียสละ การเสียสละแบ่งเป็น
5.      ฝึกสมาธิภาวนาเพื่อให้ใจผ่องใส เกิดปัญญา  


Specific
            เป้าหมายควรมีความชัดเจนเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน และเน้นถึงสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้น Specific จะช่วยให้เราสามารถทุ่มเทความพยายามของเราลงไปได้อย่างเต็มที่และช่วยทำให้เราแจ้งชัดในสิ่งที่เรากำลังจะทำ เป้าหมายจะต้องชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่เรากำลังจะทำ (what) ทำไมเราจึงต้องทำสิ่งนั้นในเวลานี้ (why) เราจะทำสิ่งนั้นได้โดยวิธีใด (how) ลองสำรวจเป้าหมายที่ท่านได้เขียนไว้สิครับว่าได้เป็นไปตามกฎนี้แล้วหรือยัง เป้าหมายของเรามีความชัดเจน แจ่มแจ้ง และเรียบง่ายแล้วหรือยัง ยกตัวอย่างนะครับ เช่นถ้าท่านได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า "ฉันจะลดน้ำหนัก" หรือ "ฉันจะมีสุขภาพที่ดีกว่านี้" ลองเปลี่ยนมาเป็น "ฉันจะลดรอบเอวลงอีกสองเซ็นต์" หรือ "ฉันจะวิ่งวันละห้ากิโลเมตร" แทน หวังว่าท่านคงนำกฎข้อนี้ไปปรับใช้กับเป้าหมายของท่านได้นะครับ

Measurable
            กฎข้อต่อไป เป้าหมายจะต้องวัดได้ครับ ถ้าเป้าหมายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดได้ เราก็ไม่สามารถที่จะจัดการกับมันได้ อย่างที่ผมกล่าวไว้ในตอนต้นๆ นะครับ เป้าหมายแต่ละเป้าหมายก็คือตัวชี้วัดการประสบความสำเร็จของเรานั้นเอง ถ้าเราสามารถบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้นเท่าไหร่ ความสำเร็จก็ใกล้เข้ามาเท่านั้น การที่เราจะบรรลุเป้าหมายก็เฉกเช่นเดียวกัน จำเป็นต้องมีตัวชี้วัดครับ เพราะฉะนั้นในการตั้งเป้าหมายจึงต้องตั้งให้สามารถวัดได้ แล้วเราจะสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ จึงจะสามารถทราบได้ว่าเราบรรลุเป้าหมายแล้วเมื่อถึงจุดกำหนดที่เราตั้งไว้ ลองดูเป้าหมายที่ท่านตั้งไว้สิครับว่าเป็นไปตามกฎข้อนี้แล้วหรือยัง ถ้าท่านตั้งเป้าหมายว่า "ฉันต้องการเป็นนักอ่าน" ซึ่งไม่สามารถวัดได้ ลองเปลี่ยนมาเป็น "ฉันต้องการอ่านหนังสือ Harry Potter เล่มห้า ฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 896 หน้า ให้จบภายในหนึ่งเดือน" ซึ่งท่านสามารถติดตามผลได้ในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ ว่าท่านได้เข้าใกล้เป้าหมายได้เพียงใด 

Attainable
            เป้าหมายต้องสามารถทำให้บรรลุได้ เมื่อคุณได้คิดตั้งเป้าหมายขึ้นมา คุณก็ต้องอยากที่จะทำมันให้สำเร็จใช่มั้ยล่ะครับ แต่ถ้าเป้าหมายที่คุณตั้งไว้นั้นไกลเกินไปเกินกว่าที่คุณจะทำให้สำเร็จได้ คุณก็ไม่สามารถที่จะบรรลุมันได้แม้ว่าคุณจะเริ่มต้นด้วยความตั้งใจดีก็ตาม แต่คุณก็จะเลิกล้มมันไปในที่สุด ผมยอมรับครับว่าเป้าหมายที่ดีต้องมีความท้าทายให้เราอยากทำ แต่ต้องอยู่ในวิสัยที่เราสามารถทำได้จริงครับ เช่นถ้าคุณตั้งเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนักให้ได้สิบกิโลกรัมภายในหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งเราก็ทราบว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ คุณคงไม่สามารถไปบังคับร่างกายของคุณได้ขนาดนั้น คุณควรตั้งเป้าหมายเสียใหม่ว่าจะลดน้ำหนักให้ได้หนึ่งกิโล เมื่อคุณทำสำเร็จแล้วก็ตั้งเป้าหมายต่อไปว่าจะลดน้ำหนักอีกหนึ่งกิโล ซึ่งมันจะทำให้คุณเห็นว่าคุณสามารถทำได้จริงๆ แล้วมันจะช่วยเป็นกำลังใจให้คุณก้าวต่อไปจนกว่าคุณจะบรรลุจุดมุ่งหมายที่คุณได้ตั้งใจไว้

Realistic
            เป้าหมายต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของคุณ ถ้าหากเป้าหมายที่คุณตั้งไว้มันเป็นการปรับเปลี่ยนอย่างกะทันหันหรือเรียกว่าเป็นการหักดิบ ก็อาจทำให้คุณไม่สามารถบรรลุมันได้ เช่นคุณเป็นคนที่ชอบดูทีวีเอามากๆ แต่ละวันคุณอาจใช้เวลาในการดูทีวีมากกว่าสี่ชั่วโมง ก็อาจตั้งเป้าหมายว่าจะลดชั่วโมงดูทีวีลงหรือกำหนดรายการที่ต้องการดูไว้ล่วงหน้าแล้วใช้เวลาส่วนที่ลดการดูทีวีนั้นไปทำกิจกรรมที่มีประโยชน์มากกว่าเช่นอ่านหนังสือ จนกระทั่งคุณสามารถปรับตัวได้หรือควบคุมได้ว่าจะดูทีวีไม่เกินวันละหนึ่งหรือสองชั่วโมงหรือเลิกไปเลย

Timely
            ต้องมีกรอบเวลาในการบรรลุเป้าหมาย เช่นคุณอาจตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุในอาทิตย์หน้า ในสามเดือน หรือเมื่อจบมหาวิทยาลัย ถ้าคุณตั้งเป้าหมายโดยไม่มีกรอบเวลา ความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จอาจจะอ่อนลงไป เพราะคุณอาจจะคิดว่าคุณจะเริ่มทำเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าไม่มีเวลาจำกัด คุณก็คงไม่รีบร้อนที่จะทำมันตอนนี้ แต่ทั้งนี้กรอบเวลาที่ตั้งก็ต้องสามารถวัดได้ สามารถบรรลุได้ และอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของคุณด้วย



ขอบคุณ ข้อมูลจาก คุณ วีรบุรุษเขาเหลียงซาน ที่เรียบเรียง

 

No comments:

Post a Comment