Thursday, April 26, 2012

เรียนรู้เรื่อง การตลาดระหว่างประเทศ คืออะไร? เอาไว้ทำอะไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง


การตลาดระหว่างประเทศ คืออะไร?
การตลาดระหว่างประเทศ (International Marketing) คือ การดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศ โดยปกติแล้วเมื่อธุรกิจมีความอิ่มตัวกับตลาดในประเทศมักจะขยายกิจการโดยการส่งสินค้าหรือบริการไปยังตลาดต่างประเทศด้วย ซึ่งอาจจะเริ่มจากเพียงประเทศเดียวหรือไม่กี่ประเทศก่อนก็ได้ ในที่สุดอาจจะขยายไปได้ถึงระดับโลก


ศักยภาพของธุรกิจในการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ
คนส่วนใหญ่เมื่อคิดถึงการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ มักคิดว่ามีเพียงแต่กิจการ ขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถกระทำได้ ทั้งนี้เพราะมีสมมติฐานที่ว่าธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางจะเสียเปรียบในด้านความสามารถในเชิงแข่งขันในตลาดต่างประเทศ แต่จากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าขนาดของธุรกิจไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าไปในตลาดต่างประเทศ ขนาดของธุรกิจเพียงแต่เป็นตัวจำกัดจำนวนของตลาดที่กิจการจะเข้าไปดำเนินงานเท่านั้น แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าไปในตลาดต่างประเทศได้แก่ การขาดกลยุทธ์ที่เหมาะสม การมีทัศนคติเชิงลบต่อการขยายกิจการไปต่างประเทศ หรือการขาดประสบการณ์ ซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้กิจการต่างๆ ออกห่างจากเกมธุรกิจระหว่างประเทศ แต่ทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องกับขนาดเลย

ดังนั้นการตลาดระหว่างประเทศของธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดใดก็ตามจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ทำให้ศักยภาพในการแสวงหาผลกำไรจากตลาดต่างประเทศมีความเป็นไปได้สูง จนบางครั้งอาจมีศักยภาพสูงกว่าตลาดภายในประเทศเสียอีก ดังจะเห็นได้จากมีธุรกิจจำนวนมากทำการค้ากับต่างประเทศเพียงอย่างเดียว เนื่องจากได้ ผลตอบแทนมากกว่าตลาดในประเทศ


กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศของธุรกิจ
ในการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศนั้นธุรกิจสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ต่างๆได้หลายวิธี
ด้วยกัน ดังนี้

• การส่งออกทางอ้อม เป็นวิธีส่งออกที่ง่ายที่สุดและใช้ต้นทุนน้อยที่สุด โดยทำการจ้าง
กิจการบริการด้านการส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ตัวแทนและนายหน้า บริษัท
จัดการด้านการส่งออก (EMCs) หรือบริษัทการค้าส่งออก (ETCs) กิจการต้องเสีย ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้กับกิจการที่ให้บริการด้านการส่งออกเหล่านี้ นอกจากนั้นกิจการยังใช้วิธีขายสินค้าให้พ่อค้าส่งออกหรือผู้จัดจำหน่ายที่มีฐานอยู่ ต่างประเทศเพื่อขายต่อสินค้าไปยังลูกค้าก็ได้ ซึ่งการส่งออกทางอ้อมนี้จะเป็นการลดความเสี่ยงในการดำเนินงานได้อีกด้วย

• การส่งออกทางตรง เป็นวิธีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกิจการในต่างประเทศโดย
ไม่ผ่านคนกลางไม่ว่าประเภทใด ด้วยเหตุนี้กิจการต้องดำเนินการควบคุมกระบวนการ
ส่งออกและทำการติดต่อโดยตรงกับผู้ซื้อในต่างประเทศด้วยตนเอง การส่งออก
ทางตรงจะทำให้กิจการมีความเสี่ยงมากกว่า ค่าใช้จ่ายสูงและดำเนินการยากกว่า
ทางอ้อม แต่ศักยภาพของกำไรจะสูงกว่า

• การร่วมทุน เป็นข้อตกลงที่กิจการตั้งแต่ 2 กิจการขึ้นไปตกลงเป็นหุ้นส่วนชั่วคราว
ต่อกัน ซึ่งการร่วมทุนมีทั้งร่วมกับกิจการในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อลด
ความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของธุรกิจ

• ใบอนุญาตให้กับต่างประเทศ ธุรกิจบางกิจการได้เข้าสู่ตลาดต่างประเทศโดยให้
ใบอนุญาตกับกิจการที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นในรูปสิทธิบัตร เครื่องหมาย
การค้า ลิขสิทธิ์ เทคโนโลยี กระบวนการหรือผลิตภัณฑ์ โดยกิจการได้รับ
ค่าธรรมเนียมในการขายใบอนุญาต วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าสู่ตลาด
ต่างประเทศ

• แฟรนไชส์ระหว่างประเทศ ในปัจจุบันแฟรนไชส์ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมส่งออก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งของสหรัฐอเมริกา ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแฟรนไชส์เป็นที่ต้องการ
ในตลาดต่างประเทศจนมียอดขายและผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

• การลงทุนโดยตรง เป็นวิธีการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศโดยการตั้งกิจการอย่างถาวรใน
ประเทศที่เป็นเป้าหมาย โดยเปิดสำนักงาน โรงงานหรือร้านในต่างประเทศ ซึ่งการ
ลงทุนโดยตรงถือเป็นระดับสูงสุดสำหรับการตลาดระหว่างประเทศเพราะกิจการ
เข้าไปควบคุมการดำเนินงานได้โดยตรง แต่มีข้อจำกัดในด้านเงินทุนและ
ประสบการณ์ในระดับโลกที่ต้องมากพอ


อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ
รัฐบาลของประเทศต่างๆมักจะสร้างข้อกำหนดที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน
อย่างเสรีทั้งนี้เพื่อปกป้องกิจการในประเทศของตน นอกจากนั้นยังมีอุปสรรคในด้านอื่นๆอีกมากที่
เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างประเทศ

อุปสรรคภายในประเทศ
อุปสรรคภายในประเทศที่พบโดยทั่วไปคือ ทัศนคติ
สารสนเทศและการเงิน ด้านทัศนคติมักจะพบว่าผู้ประกอบการมีความคิดว่า “เราเล็ก
เกินกว่าจะทำธุรกิจส่งออก” ด้านสารสนเทศเป็นเพราะการขาดสารสนเทศใน
ด้านต่างๆ ซึ่งเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ สุดท้ายด้านการเงินเป็นเพราะการขาดแคลน
เงินทุนของกิจการ

อุปสรรคระหว่างประเทศ ประเทศส่วนใหญ่ได้ตั้งข้อกีดกันทางการค้าขึ้นในรูปแบบ
ต่างๆ เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งมาตรการที่ใช้โดยทั่วไป ได้แก่
พิกัดอัตราภาษีศุลกากร (Tariff) ซึ่งเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้า โควตา (Quotas) เป็นการกำหนดจำนวนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และการห้ามนำเข้า (Embargoes) เป็นมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่กำหนด เช่น ยุโรปห้ามนำเข้าสินค้าที่เกิดจากการตัดต่อพันธุกรรม

อุปสรรคด้านวัฒนธรรม วัฒนธรรมของชาติต่างๆซึ่งรวมถึงภาษา ความเชื่อ ค่านิยมทัศนคติและศีลธรรมที่คนในแต่ละชาติยึดถือจะมีความแตกต่างกัน อันมีผลต่อการ
ยอมรับบรรทัดฐานและวิธีการทางธุรกิจที่แตกต่างกัน

อุปสรรคทางด้านการเมือง ในหลายๆประเทศกฎหมายและระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ
มีความซับซ้อน ไม่ทันสมัยและไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาและในกลุ่มประเทศสังคมนิยม นอกจากนั้น
ยังอาจขาดความปลอดภัยจากความเสี่ยงทางการเมือง




แหล่งข้อมูล :
กตัญญู หิรัญญสมบูรณ์. (2544). การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ : Internation Business Management.

โตรงการจัดทำข้อมูลองค์ความรู้ งวดที่ 1 : นิยามธุรกิจ: การตลาด(งวด2)

พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาภาษาและสังคม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบัน
เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.



ผู้จัดทำ : นางสาว วัชรี ว่องอรุณ


No comments:

Post a Comment