Monday, April 2, 2012

การเงินและการบัญชี ( Financial and Accounting )

การเงิน ( Financial )
หน้าที่พื้นฐานของการบริหารการเงินมีกิจกรรมหลัก 2 ประการคือ
  1. การจัดหาเงินทุน การจัดหาให้ได้มาซึ่งเงินทุนที่เพียงพอ และเหมาะสม เป็นหน้าที่ที่สำคัญของผู้บริหารที่จะแสวงหาให้ได้มาซึ่งเงินทุนของกิจการ โดยมีต้นทุนของเงินทุนที่ต่ำที่สุด
  2. การใช้เงินทุน นักบริหารจะต้องจัดการให้เกิดการใช้เงินทุนอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพและรักษาสภาพคล่องของกิจการ โดยทำการจัดสรรเงินลงทุนที่มีอยู่อย่างเหมาะสมว่าควรจะนำไปลงทุนในส่วนใดให้ มีกำไรคุ้มกับความเสี่ยงและต้นทุนของเงินทุนที่ยืมมา
แหล่งเงินทุน ( Source of Fund )
จำแนกแหล่งเงินทุนเป็น 2 ประเภท คือ
  1. แหล่งเงินทุนภายใน ( Internal Source of Fund )
    1. เป็นแหล่งเงินทุนที่ได้มาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจ เป็นเงินทุนที่ได้มาจากกำไรสะสมสุทธิจากการดำเนินงานของธุรกิจ ใช้ได้ไม่จำกัดและไ่มีกำหนดที่ต้องใช้คืน
  2. แหล่งเงินทุนภายนอก ( External Source of Fund )
เป็นแหล่งเงินทุนที่ธุรกิจได้มาจากบุคคล องค์กร หรือสถาบันอื่นๆ ภายนอกกิจการ โดยจะมีกำหนดระยะเวลาใช้เงินทุน ซึ่งสามารถจำแนกตามระยะเวลาการชำระหนี้ได้เป็น 3 ประเภท
    1. เงินทุนระยะสั้น ( Short – term Financing ) เป็นเงินทุนที่ได้จากการกู้ยืมมีกำหนดใช้คืนภายใน 1 ปี จัดประเภทได้ 3 ประเภท คือ
      • ก. สินเชื่อทางการค้า (trade credit ) เป็นการที่ผู้ส่งสินค้าหรือผู้ขายสินค้าให้เครดิตแก่ผู้ซื้อให้ได้รับสินค้า ไปก่อนโดยยังไม่ต้องจ่ายเงิน จนกระทั่งครบกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้
      • ข . ตราสารพาณิชย์ ( commercial paper ) เป็นตราสารทางการเงินต่างๆ เช่น ดราฟต์ ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้นกว่า 1 ปีไม่มีหลักประกัน เป็นต้น
      • ค . การกู้ระยะสั้น ( short – term lone ) การกู้ยืมอาจเป็นกู้ยืมชนิดมีหลักประกันหรือการกู้ยืมไม่มีหลักประกัน
    2. เงินทุนระยะปานกลาง ( Intermediate Financing ) เป็นเงินทุนที่มีระยะเวลาชำระคืนเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ปี ซึ่งการกู้แบบนี้จะมีมูลค่าค่อนข้างสูงดังนั้นจึงจะเรียกหลักทรัพย์ค้ำ ประกันจากผู้กู้ด้วย เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น
    3. เงินทุนระยะยาว ( Long – Term Financing ) เป็นเงินทุนที่มีระยะเวลาชำระคืนเกิน 5 ปี อาจกระทำโดยการกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆหรือการออกหลัก ทรัพย์ระยะยาว เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ เป็นต้น
เอกสารธุรกิจ ( Business Documents)
ในการดำเนิน กิจกรรมต่างๆ ทางธุรกิจจะมีเอกสารทางธุรกิจที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารทาง ธุรกิจทั้งภายในระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของธุรกิจและติดต่อระหว่างธุรกิจกับภายนอก นอกจากนี้การจัดทำเอกสารทางธุรกิจมุ่งเพื่อเป็นหลักฐานทางธุรกิจ และใช้ประมวลเป็นข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อการบริหารต่อไป เอกสารธุรกิจมีหลายประเภทตามความประสงค์ เช่น เอกสารการซื้อขาย , เอกสารประกันภัย , เอกสารเกี่ยวกับการบริหารบุคล , เอกสารทางบัญชี และเอกสารเครดิต เป็นต้น


เอกสารเครดิต

เอกสารเครดิตมีความสำคัญ มากเพราะ เอกสารเครดิต คือ เอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร แสดงการเป็นหนี้และกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระหนี้จำนวนนั้น ซึ่งมี 2 กลุ่ม คือ
    1. เอกสารเครดิตระยะสั้น ได้แก่ ตั๋วเงิน
    2. เอกสารเครดิตระยะยาว ได้แก่ หุ้นกู้ และพันธบัตร
    ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    เอกสารเครดิตระยะสั้น ได้แก่ ตั๋วเงิน ซึ่งมี 3 ประการคือ
    1. ตั๋วแลกเงิน ( Bills of Exchange )
    ตั๋วแลกเงินเป็น คำสั่งจ่าย ของผู้ออกตั๋วแลกเงิน โดยจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องในขั้นที่ออกตั๋ว 3 ฝ่าย คือ ผู้สั่งจ่าย ผู้จ่าย และผู้รับเงิน
    ประเภทของตั๋วแลกเงิน มี 2 ประเภท คือ
    1. ตั๋วแลกเงินชนิดระบุชื่อ คือตั๋วแลกเงินที่ผู้สั่งจ่ายระบุชื่อผู้รับเงินไว้ขัดเจนในคำสั่งจ่ายเงิน
    2. ตั๋วแลกเงินชนิดผู้ถือ คือตั๋วแลกเงินที่ผู้สั่งจ่ายระบุในตั๋วว่าให้ผู้จ่ายใช้เงินตามตั๋วให้แก่ ผู้ถือตั๋วโดยไม่ระบุชชื่อผู้รับเงิน หรืออาจจะระบุชื่อผู้รับเงินและมีคำว่า " ผู้ถือ "
ชนิดของตั๋วแลกเงิน มี 2 ชนิด คือ
  1. ตั๋วแลกเงินภายในประเทศ ( Inland Bill ) เป็นตั๋วแลกเงินที่ใช้ภายในประเทศเดียวกัน และชำระเงินภายในประเทศเดียวกัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
    • ตั๋วเงินที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้ลูกค้า ( draft ) สั่งให้ธนาคารสาขาตน ณ ที่ใดตามความประสงค์ของลูกค้า จ่ายเงินให้แก่ผู้ถือตั๋วไปขึ้นเงิน
    • ตั๋วแลกเงินที่ธุรกิจทำให้กันในการติดต่อค้าขายซึ่งกันและกันภายในประเทศ เป็นทั้งตั๋วที่มีกำหนดเวลา ( time bill ) และตั๋วจ่ายเมื่อทวงถาม ( sight bill of demand )
  2. ตั๋วแลกเงินต่างประเทศ (Foreign Bill) เป็นตั๋วที่ใช้กันระหว่างประเทศ ตั๋วแลกเงินต่างประเทศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
    • ตั๋วแลกเงินมีกำหนดเวลา ( Time bill) ตั๋วแลกเงินที่จ่ายเงินมีกำหนดระยะเวลา
    • ตั๋วจ่ายเมื่อทวงถาม ( Sight bill of demand) ตั๋วแลกเงินชนิดนี้จ่ายเมื่อเห็นทวงถาม
  • ประโยชน์ของตั๋วแลกเงิน
    • เป็นหลักฐานแสดงการเป็นหนี้สินได้ตามกฎหมาย
    • ขายลดให้แก่ธนาคารได้จึงมีสภาพคล่องที่ดี
    • เป็นตราสารที่เปลี่ยนมือได้โดยการสลักหลังส่งมอบโดยไม่ต้องใช้เงินสด
    • ช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวทางการเงินเพิ่มขึ้นเพราะไม่ต้องชำระเงินสดทันที
ตั๋วสัญญาใช้เงิน ( Promissory Notes )
ตั๋วสัญญาใช้เงิน คือ หนังสือซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้ออกตั๋ว ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่บุคคลอีกคนหนึ่งหรือใช้ให้ตามคำ สั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับเงิน
ลักษณะทั่วไปของตั๋วสัญญาใช้เงิน
  • เป็นตราสารที่มีคำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงิน
  • ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินคือ ลูกหนี้
  • ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นคำสัญญาของลูกหนี้
  • ตั๋วสัญญาใช้เงินจะมีอยู่เพียงประเภทเดียวคือ ตั๋วชนิดระบุชื่อ
  • ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นคำมั่นของลูกหนี้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องมีการเซ็นรับรองอีก
  • มีบุคคลเกี่ยวข้องในขั้นต้นของการออกตั๋ว 2 ฝ่าย คือ ผู้ออกตั๋ว คือลูกหนี้ กับเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้รับเงิน
3. เช็ค ( Cheques )
เช็ค คือ หนังสือตราสารซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้สั่งจ่าย สั่งให้ธนาคารใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถาม ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง อันเรียกว่า ผู้รับเงิน
ลักษณะทั่วไปของเช็ค
เป็นตราสารที่มีคำสั่งให้จ่ายเงิน ซึ่งเป็นการสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินแทนที่จะสั่งให้บุคคลใดๆหรือนิติบุคคลที่ไม่ใช้ธนาคาร
มีบุคคลเกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ออกเช็คหรือเรียกว่า ผู้สั่งจ่ายธนาคารซึ่งเป็นผู้รับคำสั่งให้จ่ายเงิน และผู้รับเงินซึ่งตามปกติจะเป็นเจ้าหนี้ของผู้สั่งจ่าย
ประเภทของเช็คมี 2 ประเภท
  • เช็คชนิดระบุชื่อ ( Order Chrque )
  • เช็คชนิดผู้ถือ ( Bearer Chrque )
เช็คที่นิยมเรียกโดยทั่วไปมีทั้งหมด 8 ชนิด คือ
  1. เช็คเงินสด ( Cash Chrque ) คือ เช็คที่ผู้สั่งจ่ายระบุให้ธนาคารจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ทรงที่นำเช็คมาทวงถาม
  2. เช็คระบุชื่อผู้รับ ( Order Chrque ) คือ เช็คที่ผู้สั่งจ่ายระบุให้ธนาคารจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่ตนระบุชื่อว่าเป็นผู้ รับเงินหรือผู้ทรงเช็คนั้น
  3. เช็คระบุชื่อผู้รับเงินและ มีคำว่าผู้ถือรวมอยู่ด้วย (Order Chrque with Bearer ) คือ เช็คที่ผู้สั่งจ่ายระบุชื่อผู้รับและมีคำว่าผู้ถือรวมอยู่ด้วย
  4. เช็คขีดคร่อม ( Crossed Chrque ) คือ ที่มีการขีดเส้นคู่ขนานไว้ด้านหน้าของเช็คเพื่อป้องกันการจ่ายเช็คที่ไม่ เหมาะสม จึงต้องมีการขีดคร่อมเพราะผู้รับเช็คขีดคร่อมนำไปขึ้นเงินสดไม่ได้ นอกจากนำเข้าบัญชีหรือโอนให้ผู้อื่นโดยการสลักหลังทำให้มีเวลาติดตามเช็คทัน ท่วงที
  5. แคชเชียร์เช็ค ( Cashier Chrque ) เป็นเช็คที่ธนาคารเป็นผู้ออกโดยเจ้าหน้าที่ผู้รับอำนาจจากธนาคารให้เป็นผู้ สั่งจ่าย โดยสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินให้ผู้รับเงินเพื่อชำระหนี้ของธนาคาร
  6. เช็คสำหรับผู้เดินทาง ( Traveller's Chrque ) คือ เช็คที่ธนาคารออกให้เฉพาะกิจเพื่อให้ลูกค้าหรือบุคคลทั่วไปซื้อเช็คไปใช้ใน การเดินทางโดยไม่ต้องนำเงินสดติดตัวไป
  7. เช็คของขวัญ ( Gift Chrque ) คือ เช็คที่ธนาคารเป็นผู้ออกโดยเจ้าหน้าที่ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารเป็นผู้สั่ง จ่าย และสั่งให้ธนาคารให้จ่ายเงินตามที่ระบุโดยลูกค้าหรือบุคคลทั่วไป ซึ่งมาซื้อเช็คจากธนาคาร เพื่อมอบเป็นของขวัญแก่บุคคลอื่น
  8. เช็คที่ธนาคารรับรอง ( Certified Chrque ) คือเช็คที่เจ้าหน้าที่ของธนาคารลงลายมือชื่อไปว่าธนาคารรับรองว่าจะจ่ายเงินให้ 
2. เอกสารเครดิตระยะยาว
  1. หุ้นกู้ ( Debenture )
หมายถึง ตราสารที่ใช้ในการกู้ยืมเงินระยะยาว โดยบริษัทผู้ออกหุ้นกู้มีภาระจะต้องชำระ ดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นตลอดอายุของหุ้นกู้ตามอัตราที่กำหนดไว้และจะต้อง ชำระคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดอายุไถ่ถอน
ลักษณะของหุ้นกู้
    1. ต้องระบุอัตราดอกเบี้ย
    2. ระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน
    3. ระบุมูลค่าเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน
ประเภทของหุ้นกู้
    1. พันธบัตร ( Bond ) คือตราสารที่ใช้ในการกู้เงินระยะยาวที่มีหลักประกัน ผู้ออกตราสารนี้สัญญาว่าจะจ่ายชำระเงินต้นตามที่ระบุไว้ในสัญยาเมื่อครบ กำหนดและจะจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นรายงวดตามที่กำหนด
    2. หุ้นกู้ ( Debenture ) คือ ตราสารที่ใช้ในการกู้ยืมระยะยาวที่ไม่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน
    3. หุ้นกู้ชั้นรอง ( Subordinated Debenture ) คือ หุ้นที่มีสิทธิเรียกร้องการชำระหนี้จากสินทรัพย์ของบริษัท ภายหลังหนี้ที่ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทหนี้ชั้นรอง
    4. พันธบัตรจำนอง ( Mortgage Bond ) คือ หลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์เฉพาะอย่างตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญาการกู้ยืมเป็น หลักประกัน ซึ่งสินทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันจะประกอบด้วยสินทรัพย์ถาวรเป็นสำคัญ
    5. พันธบัตรหลักทรัพย์จำนำ ( Collateral Trust Bond ) คือ พันธบัตรประเภทที่มีหุ้นหรือพันธบัตรเป็นหลักค้ำประกัน ซึ่งหลักทรัพย์ที่มาค้ำประกันมักเป็นหลักทรัพย์ของบริษัทอื่นที่บริษัทผู้ ออกพันธบัตรเป็นผู้ลงทุนไว้
    6. พันธบัตรรายได้ ( Income Bond ) คือ พันธบัตรประเภทที่บริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยเฉพาะเมื่อบริษัทมีกำไรเท่านั้น
    7. พันธบัตรแปลงสภาพได้ ( Convertible Bond ) คือ พันธบัตรที่มีสิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ตามอัตราที่กำหนด
    8. พันธบัตรชนิดเรียกคืนได้ คือ พันธบัตรประเภทที่ให้สิทธิแก่บริษัทผู้ออกพันธบัตร สามารถเรียกคืนก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนได้
ตลาดการเงิน ( Financial Market ) ตลาดการเงิน หรือตลาดเงินทุน เป็นแหล่งที่มีการกู้ยืมเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งมี 2 รูปแบบ
  1. ตลาดการเงินนอกระบบ ( unorganized financial market )
    1. เป็นแหล่งเงินทุนที่อยู่นอกสถาบันการเงินที่ ตั้งขึ้นตามกฎหมาย เช่น การกู้ยืมระหว่างญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง ซึ่งวิธีการปฏิบัติในการกู้ยืมจะไม่มีระเบียบแบบแผนและเงื่อนไขที่แน่นอน
  2. ตลาดการเงินในระบบ
    เป็นแหล่งเงินทุนที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมาย และการปฏิบัติการดำเนินการต่างๆในการกู้ยืมนั้นจะอยู่ภายใต้การควบคุมของ กฎหมาย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
    1. ตลาดเงิน ( Money Market ) หมายถึง กิจกรรมทั้งหมดของสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งจัดการและเป็นตัวกลางขาย โอนหลักทรัพย์ และเครื่องมือหรือตราสารทางการเงินระยะสั้นที่มีอายุชำระคืนไม่เกิน 1 ปี ซึ่งสามารถเปลี่ยนสภาพจากตราสารเป็นเงินสดได้เร็ว เช่น เช็ค ตั๋วเงิน ตั๋วเงินคลัง เป็นต้น
    2. ตลาดทุน ( Capital Market ) หมายถึง แหล่งหรือสถาบันอันเป็นแหล่งในการจัดการและเป็นตัวกลางของการกู้ยืมและให้ กู้ยืมระยะยาว โดยการออกพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ และตลาดทุนมักจะระดมเงินออกเพื่อให้กิจการกู้ยืมไปใช้เป็นเงินลงทุนระยะยาว

    การบัญชี ( Accounting )
  3. การบัญชีเป็นงานเกี่ยวกับการจดบัญทึกเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นตัวเลขหรือจำนวนเงิน
  4. หน้าที่การบัญชี หมายถึง หน้าที่งานเกี่ยวกับการจัดทำข้อมูล โดยการนำเอารายงานและเหตุการณ์ทางการเงินมาจดบันทึก จัดหมวดหมู่ สรุปผล และวิเคราะห์ตีความอย่างมีหลักเกณฑ์
ประเภทของการบัญชี
  1. การบัญชีบริหาร ( managerial accounting ) คือ การบัญชีซึ่งให้บริการด้านข้อมูลแก่ฝ่ายบริหารหรือเป็นกลุ่มบุคคลภายนอกในองค์การ
  2. การบัญชีการเงิน ( financial accounting ) คือ การบัญชีซึ่งให้บริการข้อมูลแก่บุคคลภายนอกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการบริหาร
งบการเงิน ( Financial Statements )
งบการเงิน ประกอบด้วยงบสำคัญพื้นฐาน 2 ชนิด คือ
  1. งบดุล ( balance sheet ) คือ รายงานทางการเงินที่จัดทำขึ้นเพื่อแสดงฐานะทางการเงินของกิจการ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง งบดุลจะแสดงให้ทราบถึงข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของหรือทุน ดังนี้
    • สินทรัพย์หรือทรัพยากรที่กิจการเป็นเจ้าของหรือมีอยู่จำนวนเม่าใด ประเภทใดบ้าง และมีมูลค่าเท่าใด
    • กิจการมีพันธะในรูปของหนี้สินจำนวนเท่าใด และเป็นหนี้สินประเภทใด
    • ส่วนของเจ้าของหรือทุนของกิจการมีจำนวนเท่าใด และประเภทใดบ้าง
  2. งบกำไรขาดทุน ( Income Statement ) คือ รายงานทางการเงินที่จัดทำขึ้นเพื่อแสดงข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของ กิจการ งบกำไรขาดทุนจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่ง หรือ เรียกว่า “ งวดบัญชี ” ดังนี้
    • รายได้ที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ ภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่งเป็นเท่าใด
    • ค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้นั้นๆ ภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่งเป็นเท่าใด
    • มีกำไรหรือขาดทุนซึ่งเป็นผลของการดำเนินงาน ภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่งเป็นเท่าใด
งบการเงินจะแสดงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อบุคคลต่างๆดังนี้
  1. ผู้ลงทุน – ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกลงทุนในกิจการต่างๆ
  2. หน่วยงานของรัฐ –ใช้ในการตรวจสอบธุรกิจเพื่อคำนวณภาษีตามกฎหมายและตรวจสอบว่าปฏิบัติตามกฎหมายอื่นๆหรือไม่
  3. ลูกค้า – เพื่อดูว่าหน่วยธุรกิจได้กำหนดราคาที่สมเหตุสมผล หรือมีฐานะทางการเงินและความมั่งคงพร้อมที่มห้บริการที่ต่อเนื่องและสมบูรณ์
  4. ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ – เพื่อดูว่าธุรกิจที่ทำร่วมกันมีความต้องการวัตถุดิบมากขึ้นหรือน้อยลงเพียงใด มีฐานะทางการเงินมั่นคงเพียงใด
  5. แรงงานภายนอก – ใช้พิจารณาตัดสินใจเข้าไปทำงาน การเจรจาค่าแรง หรือดูความมั่นคงทางบริษัท
  6. เจ้าหนี้ – เพื่อตัดสินในการให้สินเชื่อหรือควรมีเงื่อนไขในการให้สินเชื่ออย่างไร
  7. ผู้เป็นเจ้าของ – เพื่อใช้ในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆในการดำเนินงาน เช่น การลงทุนเพิ่ม 
 
ที่มา @ courseware.payap.ac.th

No comments:

Post a Comment