Monday, April 2, 2012

การผลิต (Production)

การผลิต หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพของปัจจัยนำเข้า (input) ให้เป็นผลิตผล (output) ที่ต้องการ
ปัจจัยนำเข้า (input) หมายถึง ปัจจัยการผลิต ได้แก่ วัตถุดิบหรือทรัพยากรธรรมชาติ วัสดุ ทุน และการจัดการของผู้ประกอบการ
ผลผลิต (output) หมายถึง สิ่งที่เป็นผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการผลิต จำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ สินค้าและบริการ
สินค้า (goods) หมายถึง ผลผลิตที่มีตัวตน จับต้องได้ แบ่งเป็น
  • สินค้าอุปโภคบริโภค (consumer goods) หมายถึงสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันโดยตรง
  • สินค้าอุตสาหกรรม (industrial goods) หมายถึง สินค้าที่ผู้ซื้อจัดหามาเพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าต่อ การบริการ (service) หมายถึง ผลผลิตจากกระบวนการผลิตที่ไม่มีตัวตนแต่มีค่า มีราคา ซื้อขายกันได้ แบ่งเป็น
  • การบริการโดยตรง (direct services) คือ บริการที่นำเสนอแก่ผู้บริโภคโดยตรงในการที่จะใช้คุณค่าจากบริการนั้น เช่น โรงแรม การท่องเที่ยว ขนส่งมวลชน เป็นต้น
  • การบริการโดยอ้อม (indirect services) คือ การที่นำเสนอแก่ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผู้ทำการผลิตและบริการไปยังผู้บริโภค เช่น การเงิน การประกันภัย 

3. การวางผังโรงงาน สามารถแบ่งออกเป็นระบบพื้นฐานได้ 3 แบบ คือ
1. แผนผังแบบจัดตามกระบวนการผลิต ( process layout )
รูป A แผนผังโรงงานแบบจัดตามกระบวนการผลิต  Click Link

ข้อเสีย
  1. เสียค่าใช้จ่ายในการขนย้ายสิ่งของสูง
  2. หน่วยงานต่างๆมักทำงานด้วยความเร็วไม่สมดุลย์กันจึงมีเสียเวลาในการรอคอย
  3. การจัดลำดับการผลิตค่อนข้างลำบากและสับสนได้ง่าย
  4. แต่ละแผนกต้องใช้ช่างที่เชี่ยวชาญซึ่งหาช่างฝีมือดีได้ยาก
  5. เสียเวลาตั้งเครื่องจักรบ่อยเมื่อต้องผลิตผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน 
2. แผนผังแบบการจัดตามผลิตภัณฑ์ ( product layout ) คือ การจัดตามลักษณะหรือขั้นตอนการผลิตของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์เพียงไม่กี่ชนิดและผลิตในปริมาณที่มาก ดังรูป 

 ป B แผนผังโรงงานแบบจัดตามผลิตภัณฑ์ ข้อดี
  1. การจัดแผนผังเป็นแบบถาวรทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายของระหว่างการผลิต
  2. การจัดเครื่องจักรหรือหน่วยงานเป็นแถวต่อเนื่องกันทำให้ใช้เวลาการผลิตน้อย
  3. ไม่เสียเวลาไปกับการรอการขนย้ายหรือรอการทำงานของเครื่องจักรอื่น
  4. สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าได้เต็มที่
  5. ไม่ต้องใช้ช่างฝีมือมากนักเพราะแบ่งงานเป็นขั้นงานย่อยๆ
  6. เสียเวลาในการตั้งเครื่องน้อย
ข้อเสีย
  1. การผลิตต้องหยุดชะงักถ้าความต้องการสินค้าในตลาดและความสามารถในการหาวัตถุดิบไม่เพียงพอและไม่สม่ำเสมอกัน
  2. เครื่องจักรขนาดใหญ่ทำให้ต้นทุนในการติดตั้งสูง
  3. หากเครื่องจักรบางเครื่องเกิดเสียต้องหยุดการทำงานทั้งหมด
  4. ไม่มีความยืดหยุ่นสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น
  5. การแบ่งงานให้เหลือขั้นย่อยเกินไปทำให้พนักงานเบื่อหน่ายและถ้าต้องทำแข่งกับเวลาทำให้พนักงานทำงานไม่ได้ผลดี
3. แผนผังแบบที่ตั้งคงที่ ( fixed location layout )
คือ 11 การจัดให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตั้งอยู่กับที่โดยมีคนงานหรือเครื่องจักรในการ ผลิตเคลื่อนที่ตามความต้องการของงาน ซึ่งจะเหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ เช่น สิ่งก่อสร้าง เรือบรรทุกเครื่องบิน เป็นต้น
2. การจัดการด้านวัสดุโรงงาน ( Materials Management ) การจัดการวัสดุ คือ กระบวนการบริหารในการสนับสนุนวงจรการไหลของวัสดุ ซึ่งตั้งแต่การจัดซื้อ , วางแผน & ควบคุมภายในวัสดุการผลิต และงานระหว่างผลิต รวมถึงการจัดการคลังสินค้า การจัดส่ง และการกระจายสินค้าสำเร็จรูป วัสดุแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้
  • วัตถุดิบทางตรง ( direct material ) หมายถึง วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการผลิตโดยตรง ซึ่งหลังจากแปรรูปแล้วยังเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่วัดได้ เช่น ผ้าเป็นวัตถุดิบทางตรงของเสื้อผ้าสำเร็จรูป
  • วัตถุดิบทางอ้อม ( indirect material ) หมายถึง วัสดุที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของการผลิตในปริมาณน้อย ไม่สามารถหาปริมาณได้แน่นอน เช่น ด้ายเป็นวัตถุดิบทางอ้อมของเสื้อผ้าสำเร็จรูป
  • งานระหว่างทำ ( work in process ) หมายถึง วัสดุ / ผลิตภัณฑ์ ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนต่างๆของกระบวนการผลิตเพื่อรอผ่านกระบวนการทำให้ เสร็จสมบูรณ์เป็นผลิตภัณฑ์
  • วัสดุครุภัณฑ์ ( supplies ) หมายถึง วัตถุดิบสิ้นเปลืองที่ใช้ในการผลิต ซึ่งไม่รวมเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ เช่น กาว เทป เป็นต้น
  • สินค้าพลอยได้ ( by-product ) หมายถึง วัสดุที่มีราคา ซึ่งเป็นของเหลือหรือผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต เช่น เศษวัสดุ เศษเหล็ก เศษไม้ เป็นต้น
เป้าหมายในการจัดการวัสดุ
  1. ให้ได้ราคาที่ถูกต้องสมกับคุณภาพ
  2. รักษาสภาพและปริมาณของวัสดุให้มีเพียงพอ
  3. ให้มีคุณภาพดีสม่ำเสมอ
  4. สรรหาผู้ขายที่ดี
  5. มีระบบการจัดเก็บข้อมูลสินค้าที่ดี
งานสำคัญเกี่ยวกับการจัดการวัสดุ แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ
  1. การจัดซื้อ ( purchasing ) กระบวนการสั่งซื้อ ( purchasing process )
      1. สำรวจความต้องการวัสดุ
      2. สำรวจและเลือกแหล่งขาย
      3. เจรจาต่อรอง
      4. การดำเนินการสั่งซื้อ
    • การรับสินค้า การซื้อจะมุ่งบรรลุวัตถุประสงค์ดังนี้
      1. สามารถจัดหาวัสดุอย่างต่อเนื่อง
      2. รักษาคุณภาพวัสดุให้มีมาตรฐาน
      3. จัดซื้อจัดหาวัสดุได้ในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ
      4. ขจัดการซื้อซ้ำ
      5. เก็บรักษาวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ
      6. หาแหล่งขายที่เชื่อถือได้
      7. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ขายวัสดุเพื่อการต่อรอง
      8. รักษาฐานะการแข่งขันให้กับบริษัท
  2. การเก็บรักษา ( storage ) ข้อพิจารณาในการจัดเก็บพัสด
      1. ประเภทและกลุ่มของพัสดุ
      2. คุณลักษณะของพัสดุ
      3. ขนาดของกองพัสดุ
      4. ลักษณะและความจุของคลัง
      5. ความต้องการและการแจกจ่าย
    หลักการในการจัดเก็บมีดังต่อไปนี้
      1. ใช้พื้นที่การจัดเก็บให้เกิดประโยชน์สูงสุด
      2. การจัดวางวัสดุให้เป็นระเบียบ สามารถเข้าถึงได้เร็ว
      3. จัดสภาพสถานที่จัดเก็บอย่างเหมาะสม
      4. พยายามให้มีอุปกรณ์เครื่องมือเท่าที่จำเป็น เพื่อประหยัดเนื้อที
  3. การควบคุมของคงคลัง ( inventory control ) 
การควบคุมของคงคลังมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
  1. วัตถุประสงค์ทางด้านการเงิน เพื่อไม่ให้เกิดเงินทุนจมในวัสดุ
  2. วัตถุประสงค์ด้านการผลิตและการขาย เพื่อให้มีวัสดุเพียงพอต่อการ ผลิต & ต่อความต้องการของลูกค้า
  3. วัตถุประสงค์ด้านการเก็บรักษา เพื่อให้วัสดุอยู่ในสภาพที่พร้อมจะใช้ ในการผลิต / ขายตลอดเวลา
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับของคงคลัง ( inventory cost )
1. มูลค่าวัสดุคงคลัง (meterial cost) คือต้นทุนที่กิจการจ่ายเพื่อซื้อวัสดุนั้นมาเพื่อให้มีไว้สำหรับเตรียมเข้าระบบผลิตหรือใช้ในงาน
มูลค่าวัสดุคงคลัง = ต้นทุนต่อหน่วยวัสดุคงคลัง x ปริมาณวัสดุคงคลัง
2. ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ( ordering cost ) คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการสั่งซื้อวัสดุค่าใช้จ่ายนี้จะผันแปร ตามจำนวนครั่งในการสั่งซื้อ คือสั่งซื้อวัสดุดิบหลายครั้ง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงตาม
ค่าใช้จ่ายการสั่งชื้อ= ค่าใช้จ่ายในการสั่งชื้อต่อครั้ง x จำนวนครั้งในการสั่งชื้อ
3. ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บวัสดุ ( carrting cost )คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการจัดเก็บวัสดุไว้ในกิจการเพื่อรอเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือเพื่อขาย
ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ = ค่าใช้จ่ายในการสั่งชื้อต่อครั้ง x จำนวนครั้งในการสั่งชื้อ
3. การวางแผนการผลิต การวางแผนการผลิต ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ได้แก่
  • การวางแผนกำลังการผลิต
  • การวางแผนระบบเครื่องจักร
  • การวางแผนด้านแรงงาน
  • การวางแผนด้านตารางเวลาทำงาน วัตถุประสงค์การวางแผนการผลิต
  • ต้นทุนการผลิตต่ำสุด
  • การลงทุนในสินค้าคงคลังต่ำสุด
  • ลดอัตราการเปลี่ยนแปลงการผลิต
  • ลดอัตราการเปลี่ยนแปลงแรงงานต่ำสุด
  • ใช้เครื่องมือและโรงงานให้ได้ประโยชน์สูงสุด
  • เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายจัดส่ง ฝ่ายการตลาด เป็นต้น
4. การควบคุมการผลิต หลักการควบคุม มี 2 ด้าน คือ
  1. การควบคุมด้านปริมาณ ( quantity control ) จะมุ่งเน้นให้กระบวนการผลิตได้ผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่กำหนดและเวลาที่เหมาะสม
  2. การควบคุม ด้านคุณภาพ ( quality control ) คุณภาพของสินค้าอาจจะไม่คงที่เสมอไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น ตัวพนักงาน เครื่องจักร ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมคุณภาพ ซึ่งการควบคุมคุณภาพจะทำการตรวจสอบลักษณะที่สำคัญ 2 ชนิด คือ
    1. Attribute ตรวจว่าของนั้นใช้งานได้หรือไม่ได้
    2. Vatiable ตรวจถึงปริมาณที่วัดได้ เช่น น้ำหนัก ความยาว เป็นต้น



ที่มา @ courseware.payap.ac.th

No comments:

Post a Comment