Monday, May 21, 2012

1 + 1 > 2 = nudeJEH ไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์ หรือสมการให้หาผลลัพธ์อะไรหรอก แต่เป็นสมการของ “นู้ดเจ๊” เอเจนซี่เลือดผสม ตามชื่อนั่นแหละ นู้ด = นู้ด คอมมิวนิเคชั่น ส่วน เจ๊ = เจ๊ ยูไนเต็ด ที่มารวมตัวกัน = “นู้ดเจ๊” ใหญ่ขึ้น แกร่งขึ้น

ใครบ้างล่ะจะไม่รู้จัก จุรีพร ไทยดำรงค์ หรือ “จูดี้” ประธานบริษัท เจ๊ ยูไนเต็ด จำกัด กับผลงานติดหูติดตาอย่าง จน เครียด กินเหล้า จนมาถึง ให้เหล้า=แช่ง
 
 
แล้วเมื่อมาพบกับครีเอทีฟรุ่นเก๋าอย่าง ต่อ สันติศิริ ผู้ก่อตั้ง TBWA ซึ่งมีผลงานมาแล้วแบบโชกโชน  1 + 1 เลยต้องมากกว่า 2 
 
alt
 
 
ไม่รู้ว่าเป็นธรรมเนียมหรืออย่างไร เมื่อทำงานถึงเวลาหนึ่งฝ่ายครีเอทีฟของเอเจนซี่ขนาดใหญ่มักแยกตัวออกมาตั้ง บริษัทเอง โดยมีลูกค้าที่เชื่อมั่นในฝีมือตามใช้บริการ เลยทำให้มีครีเอทีฟบูติกเกิดขึ้นหลายแห่ง รวมถึงเอเจนซี่ขนาดกลางๆ ซึ่งข้อดีของการทำงานในลักษณะแบบเล็กๆ คือ สามารถตอบสนองและสร้างสรรค์ได้อย่างรวดเร็ว 
 
 
แต่กระนั้น ต่อ สันติศิริ บอกว่า ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคแปรเปลี่ยนไป การที่จะยืนอยู่บนจุดแข็งเดิมของตัวเองแบบโดดๆ อาจทำให้โอกาสในการก้าวไปข้างหน้าลำบาก และถ้าดูๆ ไปจะเห็นว่า เอเจนซี่เริ่มมีการปรับตัวมาแล้วพักใหญ่
 
 
เรื่องของไซส์เลยเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเล็กๆ ไปเลย ก็อาจจะไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้าไซส์ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อยก็จะลำบาก เพราะโดนทั้งยักษ์ตบ และข้างล่างตอด
 
 
“มันยากมากไม่มีทางขึ้นไป เพราะมันอยู่ขาเดียว ไปเรื่อยๆ” ต่อ สันติศิริ ขยายความถึงสถานการณ์ของเอเจนซี่โฆษณาไซส์เล็กให้ฟัง
 
 
และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มี “นู้ดเจ๊” และ ขา ที่ต่อ สันติศิริ พูดถึง คือ ขา ด้าน Strategy ที่นู้ดฯ มีความชำนาญ และ ขา ด้านครีเอทีฟของเจ๊ ยูไนเต็ด ที่เมื่อรวมกันแล้วย่อมทำให้เกิดศักยภาพพร้อมที่จะดีดตัวเองขึ้นไปชนกับ เอเจนซี่อินเตอร์ที่อยู่ข้างบนได้
 
 
จริงๆ แล้วที่ผ่านมา เอเจนซี่โฆษณามีการรวมกันอยู่ตลอดนั่นแหละ ทั้งใหญ่กับใหญ่ หรือใหญ่กับกลาง แต่ส่วนใหญ่แล้วมักไปไม่รอด เพราะงานโฆษณาเป็นงานที่ไดร์ฟโดยอีโก้ ในบางครั้งการรวมกันจึงเป็นเสมือนเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกัน ว่าไปแล้ว ปัญหาจากการรวมตัวของคนกลุ่มนี้จึงเป็นปัญหาจากคนมากกว่าจากระบบ 
 
 
ย้อนอดีตไปกันสักหน่อย ต่อ สันติศิริ เองก็เจอประสบการณ์ในเรื่องนี้มาแล้ว เมื่อนำ Next Advertising รวมกับ Triplet Advertising และ TBWA ซึ่งต่อ ก็ยอมรับว่า ก็เป็นการรวมตัวที่ยากมาก เพราะเป็นกรณีใหญ่กับใหญ่ด้วยกัน ซึ่งถ้าโดยทฤษฎีด้านครีเอทีฟนั้นเวิร์ค แต่ไม่เวิร์คในการบริหารจัดการคน
 
 
แล้วถ้าในกรณีของนู้ดเจ๊ล่ะ….
 
 
จูดี้ พูดถึง ต่อ เอาไว้ว่า “พี่ต่อเป็นครีเอทีฟ ถือว่าเป็นอาจารย์พี่ด้วย เรารู้ว่าเขาเป็นสไตล์ไหน ตลอดเวลาพี่ต่อชัดเจนในเรื่องการให้ความสำคัญกับไอเดีย และงานครีเอทีฟ” 
 
 
ขณะที่ ต่อ พูดถึง จูดี้ ว่า “กับจูดี้ รู้จักกันนาน ผมค่อนข้างจะชื่นชม เขาเป็นคนฉลาดมองโลกภาพกว้างได้ ไม่ใช่ครีเอทีฟเอามันอย่างเดียว”
 
 
การตัดสินใจรวมตัวของเอเจนซี่โฆษณานี้จึง ใช้เวลาสั้นๆ ในการคุยรายละเอียดและตกลงตั้งบริษัทร่วมกัน ด้วยวิธีง่ายๆ คือ ปิดบริษัทเก่า และเปิดบริษัทใหม่ในสัดส่วน 50 : 50 
 
 
ต่อ อธิบายถึงความลงตัวหลายอย่าง นับแต่ บริษัท นู้ดฯ มีพนักงานเกือบ 40 คน ขณะที่เจ๊ฯ มีพนักงาน 10 กว่าคน ไซส์จำนวนคนขณะนี้จึง 50 กว่าคน ลงตัวเรื่องคน จึงไม่มีความทับซ้อนไม่เชิงตำแหน่งงาน ที่สำคัญ ลูกค้าของทั้งคู่ก็ไม่ขัดแย้ง และเมื่อถามไถ่ลูกค้าก็ไร้ซึ่งปัญหา แถมยังแฮปปี้อีกต่างหากที่มีคนมาช่วยคิดเพิ่ม
 
 
ทั้งนี้ทั้งนั้น เหตุผลหนึ่งที่ทำให้การร่วมตัวกันนี้ลงตัวง่ายๆ คือ “ความเชื่อใจ” ที่สำคัญมากจนข้ามเส้นกระบวนการอื่นๆ ไปซะหมด 
 
 
“เรารู้สึกจะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยเหรอ ไม่มันส์แล้วนะ ต้องการเปลี่ยนแปลง เรามันส์ต่อการเปลี่ยนแปลง” ต่อ กล่าวเช่นนั้น 
 
 
 
See through to be fearless 
“เจ๊ ยูไนเต็ดเป็นเหมือนครีเอทีฟเฮาส์มาก ฉะนั้นจะไม่มีแผนกอื่นมากนัก ส่วนตัวเรามีทีมครีเอทีฟอยู่แล้ว 2 ทีม แล้วเรามีทีมกลยุทธ์ และทีมบริการลูกค้า ก็จะเห็นได้ว่าเป็นการรวมจุดแข็งทั้งสองด้านเข้าด้วยกันจริงๆ” คณพร ฮัทชิสัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท นู้ดเจ๊ จำกัด กล่าวถึงจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัทก่อนมารวมกัน 
 
 
คณพรนั้นทำงานร่วมกับต่อมานาน ตั้งแต่เธอเรียนจบ ในนู้ดเจ๊นี้ เธอได้รับบทบาทในการดูแลทีมกลยุทธ์และทีมบริการลูกค้าเป็นหลัก ขณะที่ จูดี้ ถนัดเรื่องของครีเอทีฟ และ ต่อ มองภาพรวม เป็น top of view เสมือนมีอีกมิติให้กับแบรนด์ 
 
 
สูตรนี้มาพร้อมกับการวางโพซิชั่นนิ่งของ นู้ดเจ๊ชัดเจนว่า คือ See through to be fearless ทีมกลยุทธ์ของคณพรมีหน้าที่ See through ไปในทุกมุม เพื่อให้ทีมครีเอทีฟของจูดี้กระโดดและไม่กลัว 
 
 
“ฟังง่าย แต่คิดว่าการขายงานครีเอทีฟตั้งแต่ทำโจทย์เลยมันยากกว่า จริงๆ ลูกค้าพูดมามีของดีเยอะ แต่เขาไม่รู้ตัว เราต้อง See through คือถ้าโจทย์มันใช่ปั๊บ เราก็กล้าที่จะกระโดดเข้าไป เมื่อก่อนโจทย์ไม่ได้จะกระโดดก็ต้องหนาวแล้วว่าจะมีอะไรมารองรับหรือเปล่า เหมือนกับหลับตาแล้ววิ่ง แต่ถ้ามีโจทย์ที่ดี ก็กล้าทำในสิ่งที่เราทำ เพราะรู้ว่าทางมันถูก” ต่อ กล่าว
 
 
คณพร บอกว่า ครีเอทีฟส่วนใหญ่จะไม่ค่อยยากคุยกับลูกค้า แต่ทั้งจูดี้และต่อ มีสิ่งหนึ่งที่เห็นเหมือนกันคือทั้งสองจะอยากคุยกับลูกค้า อยากรู้จริงๆ ว่าโจทย์ของลูกค้าคืออะไร ไม่ใช่เป็นแค่ว่าอยากจะทำงานครีเอทีฟ โดยไม่สนใจว่าโจทย์ของลูกค้าคืออะไร หรือปัญหาการตลาดคืออะไร แต่ทุกครั้งจะขุดลงไปให้เจอให้ได้ว่าปัญหาของลูกค้าคืออะไร 
 
 
“แล้วเรา รู้สึกว่าลูกค้ากลัวหลายอย่างกว่าจะลอนซ์ กว่าจะเอาเงินเข้ามาใช้หลายสิบล้าน ถ้าเราทำให้เขารู้สึกสบายใจ เรา See through ให้เขาหมด ทำให้เขารู้สึกมีทีมเซอร์วิสลูกค้าที่ดูแลทุกๆ มุมให้เขาแล้ว วันนี้ครีเอทีฟจะ fearless ได้มากขึ้น เลยมองนี่เป็นวัฒนธรรมของเรา ลูกค้าเราต้องทำให้เขามั่นใจตรงนั้นด้วย”
 
 
ดังนั้น ถ้าจะว่าไปแล้วแต่ละคนจึงเป็นเหมือนชิ้นจิ๊กซอว์ที่นำมาต่อกันอย่างลงตัว และสร้างความแตกต่างให้กับตนเอง 
 
 
ความลงตัวด้วยสูตรดังกล่าวข้างต้น ทำให้นู้ดเจ๊ เอเจนซี่โฆษณาเลือดผสมระหว่างยักษ์เล็ก พร้อมที่จะมีเปิดกว้างในการให้บริการแก่ลูกค้าอินเตอร์ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น และแบรนด์ไทยที่ต้องการชนแบรนด์ระดับอินเตอร์ที่กำลังมองหาเอเจนซี่ที่เป็น เพื่อนคู่คิดและพร้อมลุยเพื่อการเติบโตไปด้วยกัน 
 
 
“เรามอง ลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น นอกจากจำนวนแล้วต้องขนาดด้วย เราต้องไปตอดยักษ์แล้ว ถ้าเราไม่ตอดเขาก็ทุบหัวเราหรืออาจจะแบรนด์ไทยก็ได้ แต่ต้องชนอินเตอร์ แล้วเป็นแบรนด์ที่ใหญ่พอสมควร เขาอาจจะเป็นลูกเมียน้อย อยู่บริษัทยักษ์ก็ได้ เป็นอันดับ 5 แต่ถ้าอยู่กับเราเราดูแลเต็มที่” ต่อ ขยายความกลุ่มลูกค้าที่ขยายตัวไปตามขนาดของนู้ดเจ๊
 
 
ปัจจุบัน “นู้ดเจ๊” มีลูกค้าที่เป็นบริษัทระดับชั้นนำ ได้แก่ โซดาช้าง, 3BB, กลุ่มไบโอ-คอนซูเมอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ ทรอส, โรลล์ออน วีไวต์ และ ซีทีอาร์แอล, คิวท์เพรส, เดนทีสเต้, Smooth E ฯลฯ และจากการรวมตัวทดลองทำงานร่วมกัน ในช่วง 4 เดือนก่อนที่จะรวมกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวทำให้มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น เช่น นมถั่วเหลือง MEW, ระบบล็อกและกุญแจ YALE เป็นต้น 
 
 
ภายหลังจากการรวมตัวเป็น “นู้ดเจ๊” เป้ายอดบิลลิ่งจึงขยับเพิ่มขึ้นเป็น 700-800 ล้านบาทในปีแรก และยังมองโอกาสที่จะเติบโตต่อไปอีก 10% ต่อปี 
 
 
ยุคโฆษณาใหม่ 
โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนตามไปด้วย นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดนู้ดเจ๊ขึ้นมา ซึ่งถ้ามองไปแล้วดิจิตอลก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำพาให้พฤติกรรมผู้บริโภคขยับ ปรับเปลี่ยน และเอเจนซี่เองก็เริ่มมีการปรับตัวมาแล้วพักใหญ่ โดยต้องมีการผสมผสาน เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่แรงยิ่งขึ้น ซึ่ง ต่อ บอกว่า โลกที่เปลี่ยนไปของสื่อ ทำให้ลูกค้ายิ่งต้องการบริษัทโฆษณาที่ต้องการดูแลเรื่องครีเอทีฟไอเดียมาก ขึ้น และรองรับทุกๆ สื่อ ไม่ใช่ติดอยู่กับสื่อใดสื่อหนึ่ง ถ้าใครยึดติดกับแบบเดิมๆ ก็จะค่อยๆ เอาท์ออกไปเรื่อยๆ แล้วคนที่เปิดใหม่ๆ ก็จะเป็นเหมือนคลื่นลูกใหม่เข้ามาแทนที่ 
 
 
“คือคิด จากครีเอทีฟไอเดีย ไม่ใช่คิดอะไรก็ได้ หรือใส่อะไรลงไปในโลกดิจิตอลก็ได้ เพราะมันยิ่งยากขึ้น ลองคิดดูจะมีสักกี่คนที่เอางานของตนเองใส่ลงไปในยูทู้บ แล้วจะมีงานสักกี่งานที่จะโดนคลิกได้เป็นแสนเป็นล้าน แล้วการคลิกอันนั้นต้องตอบโจทย์เรื่องแบรนด์ด้วย เพราะถ้าคลิกไปเฉยๆ อาจดูสนุกๆ แต่โจทย์การตลาด แบรนด์ การขายยังมีผลอยู่ ซึ่งทุกวันลูกค้าก็ยังต้องการขายของ สร้างแบรนด์อยู่” ต่อ กล่าว
 
 
โจทย์ของงานโฆษณาในวันนี้ จึงเป็นการคิดว่าจะสื่ออย่างไรให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย ฉะนั้น อย่างในส่วนของนู้ดเจ๊ ทีมที่ต้อง See through ก็ต้องศึกษาว่าการรับสื่อของกลุ่มเป้าหมายคือสื่ออะไร บางสินค้าที่กลุ่มเป้าหมายอาจอยู่ต่างจังหวัดแมสมีเดียก็ยังเป็นที่ต้องการอ ยู่ แม้การใช้สื่อนั้นเหมือนจะใช้เงินเยอะ แต่สุดท้ายอาจมีความคุ้มค่ากว่าก็ได้ ซึ่งต่อยกตัวอย่างให้ฟังว่า 
 
 
“เมือง นอกมีทีวี 40-50 ช่อง อเมริกามี 200 ช่อง คุณมีลูกค้าจะไปลงที่ไหน 200 ช่องทำไม่ได้ ต้องไปหาสื่ออื่น แต่ไทยมี 2 ช่องเอง คือ 7 กับ 3 ฉะนั้น มันโคตรคุ้ม เพราะมี 2 ช่อง เป๊ปซี่เมืองนอกมีปีหนึ่งก็เลิกทำแมสมีเดียไปเลย ทำเฉพาะออนไลน์ แต่ปรากฏว่า ยอดขายตก ตั้งตัวแทบไม่ทัน คือมันพึ่งซึ่งกันและกัน อยู่ที่คอมมูนิเคชั่นยังไงให้เวิร์คซึ่งกันและกัน”
 
 
อย่างไรก็ตาม จริงๆ แล้ว “นู้ดเจ๊” ก็ รู้ล่ะว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค และการเกิดขึ้นของสื่อดิจิตอล ทำให้ต้องปรับตัว จึงมีโครงการที่จะปั้นคลื่นลูกใหม่ที่มีคุณภาพป้อนสู่วงการโฆษณา ซึ่ง จูดี้ บอกว่า เป็นการฝึกอบรมให้กับผู้สนใจด้านงานโฆษณา และ Communication ได้เข้ามาเรียนรู้ ฝึกฝน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน โดยที่นี่จะเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีพลังความคิด เพื่อให้รู้จักคิด สร้างสรรค์ และรู้จักทำให้ความคิดเป็นจริงได้ เพื่อขับเคลื่อนวงการโฆษณาไทย ให้มีอะไรที่แปลกใหม่และหลากหลายยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการเตรียมบุคลากรด้านโฆษณา ให้มีความพร้อมต่อการพัฒนาสื่อใหม่ๆ ในโลกออนไลน์ เพราะเด็กรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่เติบโตมากับโลกยุคดิจิตอลนั่นเอง
 
 
 
ที่มา http://www.mbamagazine.net

No comments:

Post a Comment