Monday, May 21, 2012

กฤตินาท อิศรางกูร ณ อยุธยา Small size : High value

นอกจากการช่วยดูแลธุรกิจ “กลุ่มสุวรรณฯ” ผู้เป็นเจ้าของสนาม สุวรรณกอล์ฟแอนด์คันทรี่คลับ ที่เป็นธุรกิจของฝั่งภรรยา รวมทั้งเป็นผู้บริหารบริษัท Greyhound ซึ่งเป็นบริษัทเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นนำของประเทศแล้ว สิ่งที่ กฤตินาท อิศรางกูร ณ อยุธยา หรือ เก้า ผู้บริหารไลฟ์สไตล์ซิตี้แห่งใหม่อย่าง “The Circle” ย่านราชพฤกษ์นิยมทำในเวลาว่างก็คือ การเป็น “Modeler” สะสมโมเดลน้อยใหญ่ต่างๆ เอาไว้มากมายจนเกือบจะล้นห้อง จากนั้นจึงค่อยๆ นำมาประกอบเข้าด้วยกันเมื่อเขาพอจะมีโอกาส
 
เล่นแบบเด็กผู้ชาย
เมื่อก่อนตอนที่ยังเป็นเด็ก กฤตินาทเล่าให้เราฟังว่า เขาเป็นเด็กที่ซนมาก การจะให้นั่งนิ่งเป็นเวลานานๆ นั้นคือความคิดที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาต้องไปนั่งรอแม่ในที่ทำงาน เขาจะได้ค่าจ้างเป็นตุ๊กตาพลาสติกโมเดลแบบต่างๆ ไว้ต่อเล่นอยู่เสมอ
เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อยเขาก็ยอมรับว่าชอบดู หนังสงครามอย่างมาก เรียกง่ายๆ ว่า หากดูหนังเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็จะมีการตระเวนเลือกซื้อโมเดลต่างๆ ที่เกี่ยวกับหนังให้ได้มากที่สุด ทั้งรถถัง เครื่องบิน หรือโมเดลทหาร (Figure) ทั้งฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะฯลฯ จนกระทั่งเกิดความฝันว่าอยากจะเป็นนักบิน แต่ก็ติดปัญหาสายตาสั้น จึงได้เบนเข็มเข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์โยธา จุฬาฯ แทน 
 
 
สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาสนใจเกี่ยวกับเครื่อง ยนต์กลไกมากขึ้น จึงหันมาสะสมโมเดลที่เป็นเครื่องบินรบ จากนั้นก็ขยับเป็นโมเดลเครื่องบินโดยสาร หุ่นกันดัม เรือรบ ฯลฯ จนถึงขั้นตั้งเป้าว่าจะสะสมทุกอย่างที่เป็นพลาสติกโมเดล ยิ่งถ้ามีเวลาว่างนานๆ ช่วงปิดเทอม เขาก็มักจะมีผลงานเป็นรูปเป็นร่างออกมาอวดเพื่อนๆ ให้ได้ยลโฉมอยู่เป็นประจำ
 
 
“เพราะ เวลาเราเล่นตัวนี้ก็ทำให้มีสมาธิ มันต้องทำเป็นขั้นตอนไล่มาเรื่อยๆ เปิดกล่องมาก็จะเจอส่วนประกอบเป็นชิ้นๆ ก็ต้องตัดออกมา ต่อประกอบ ขัดให้เรียบ แล้วนำมาพ่นสี หลังจากนั้นค่อยๆ นำมาทำสีให้ดูเหมือนผ่านการใช้งานจริงๆ ผมก็มีทุกอย่างทั้งรถ เครื่องบิน มอเตอร์ไซค์ รถถัง หุ่นยนต์ แล้วก็ขยับมาเป็นรถบังคับ เครื่องบินบังคับ ซึ่งทั้งหมดมันก็เป็นฮอบบี้ที่เด็กผู้ชายชอบ”
 
alt
 
 
แพงที่รายละเอียดและความเอาใจใส่
ว่ากันว่าเสน่ห์ของโมเดลอยู่ที่การได้หยิบ จับ ลงมือต่อด้วยตัวเอง ตัดตรงนั้น ขัดตรงนี้ พ่นสี หรือแม้แต่ประกอบให้เป็นรูปร่าง รวมๆ แล้วเรียกว่าเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความอดทนและเวลาพอสมควร หากไม่ต้องการเสียเวลาทำเอง การซื้อสำเร็จก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก แต่สำหรับกฤตินาท เขาว่าเขาชอบแบบแรกมากกว่า 
 
 
หากอยู่ๆ เมื่ออ่าน Collectible Item ฉบับนี้จบปุ๊บ แล้วแฟนๆ MBA ท่านใดท่านหนึ่งเกิดอาการนึกอยากจะต่อโมเดลเครื่องบินรบสักลำขึ้นมาอย่าง รุนแรง คุณจะต้องกำเงินอย่างต่ำ 2,500 บาทเข้าร้าน เพื่อแลกกับโมเดลเครื่องบินเปล่าๆ หนึ่งกล่องพร้อมอุปกรณ์การประกอบขั้นพื้นฐานมาเชยชม 
 
 
หรือหากคุณอยากจะจริงจังในการต่อโมเดลมาก ขึ้น คุณจะต้องลงทุนค่าอุปกรณ์ต่างๆ เช่นแอร์บรัช ราคาประมาณ 4,500 -8,000 บาท เครื่องปั๊มลมราคาประมาณ 7,000-10,000 บาท และสีที่ใช้เพ้นท์ตกราคาขวดละ 75 บาท ซึ่งสำหรับกฤตินาทแล้ว เขามีอุปกรณ์ทุกอย่างที่ว่ามา รวมทั้งมีสีที่ใช้พ่นอยู่ประมาณ 800 ขวดด้วยกัน ซึ่งบรรดาเซียนต่างลงความเห็นว่า ความท้าทายของการให้สีอยู่ตรงที่ทำอย่างไรจึงจะพ่นสีให้พลาสติกออกมาดู เหมือนของจริงให้มากที่สุด
 
 
แต่ถ้าคุณไม่อยากเสียเวลา หรือไม่อยากต้องทนนั่งหลังขดหลังแข็ง ก็จะมีคนบางกลุ่มที่รับหน้าที่ประกอบโมเดลประเภทนี้ ซึ่งจะรับจ้างในสนนราคาขั้นต่ำคือ 3,000 บาทต่อชิ้นงาน ทั้งนี้จะต้องจ่ายค่าอุปกรณ์และสีต่างหาก ซึ่งสามารถติดต่อจ้างประกอบได้ในสังคมออนไลน์มากมายหลายเว็บ
 
 
“เวลา ซื้อโมเดลก็จะมีร้านเฉพาะ ตามห้างก็มี หรือไม่ก็สั่งมาจากต่างประเทศผ่านทางเว็บ การประกอบก็ยากอยู่แล้ว แต่ทำให้สวยนี่ยากกว่า เพราะมันจะต้องพ่นสี แถมยังต้องทำให้ดูเหมือนจริงเพราะมีรายละเอียดเยอะ อย่างโมเดลที่บอกว่ามีสเกล 1:72 ก็คือเล็กลง 72 เท่าจากของจริง แต่อย่างอันไหนใหญ่ๆ ก็จะเป็น 1:48 หรือ 1:32”
 
alt
 
 
และในเมื่อขึ้นชื่อว่าโมเดล ก็ต้องมีทั้งยี่ห้อที่ดีและไม่ดี หากว่ากันในแง่ของความเก่าแก่ก็ต้องยกให้ยี่ห้อ “Tamiya” ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นยี่ห้อที่เขาบอกว่าดีที่สุดในความเห็นของเขา เพราะมีความละเอียดสูง และประกอบลงตัวที่สุด ไม่มีปัญหาต้องคอยมาอุด ต้องมาขัดทีหลัง แต่ขณะเดียวกันก็มีราคาแพง แต่หากเป็นทางฟากยุโรปก็ต้องยกให้แบรนด์เยอรมัน ยี่ห้อ “Revell” 
 
 
“พอประกอบเสร็จก็รู้สึกภูมิใจที่มันออกมาเป็นชิ้นเดียว แล้วก็มาทำสีให้มันดูเก่าๆ ให้เหมือนจริงมากที่สุด มันก็เป็นอะไรที่ดีนะ”
 
 
ของเล่น ราคาไม่ใช่เล่น
เอาเป็นว่าแค่เพียงตัวต่อชิ้นเล็กๆ ก็เคยมีคนประมูลสู้ราคาในอีเบย์กันถึง 200-300 เหรียญสหรัฐ เข้าไปแล้ว เรียกว่าถ้าเป็นเกมออนไลน์ กฤตินาทเปรียบเทียบว่าตัวต่อชิ้นนั้นคงเป็น rare items ทีเดียว
 
 
“เพราะ บางรุ่นก็ทำออกมาเฉพาะ (limited edition) 5,000 ชิ้นหรือแค่ 10,000 ชิ้นเท่านั้น พอขายหมดแล้วก็หมดเลย แล้วถ้าเวลาผ่านไปช่วงหนึ่งก็จะหาไม่ได้แล้ว ถามว่าของพวกนี้มีมูลค่ามั้ย บางอันก็มีมูลค่าเว่อร์ๆ นะ ผมซื้อมาชิ้นละไม่กี่บาท เปิดอีเบย์มาอีกทีก็ตกใจ เขาประมูลกัน 10 เท่า 20 เท่า สมัยเด็กๆ ผมก็เฝ้าบ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาเลย”
 
 
เผลอไปไม่นานนัก จากเมื่อก่อนที่โมเดลกล่องหนึ่งเด็กมัธยมก็ควักกระเป๋าซื้อได้ง่ายๆ กลายเป็นว่าเมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น การผลิตโมเดลก็ทำออกมาได้ละเอียดขึ้น ยิ่งทำให้ราคาต่อกล่องแพงขึ้นตามไปด้วย มาคราวนี้จึงดูเหมือนว่าเกินกำลังที่เด็กจะสามารถซื้อได้ ส่วนผู้ใหญ่ที่นิยมซื้อก็มักจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความชื่นชอบจริงๆ เพราะกล่องหนึ่งก็ต้องใช้เงินอย่างน้อย 1,000 -1,500 บาท แลกกับการได้ครอบครองชิ้นส่วนดิบๆ ที่ยังไม่ได้ประกอบด้วยซ้ำ
 
 
alt
 
ที่เป็นเช่นนี้เขาให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องของ Demand และ Supply ธรรมดาๆ ถ้าคนอยากได้มากก็มีราคาแพงมาก ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินของกองทัพอากาศสหรัฐฯ หากมีรุ่นไหนบ้างก็จะมีโมเดลผลิตตามออกมาเป็นรุ่นๆ คนที่ชอบหรืออยู่ในวงการก็จะซื้อตาม ยิ่งถ้าโมเดลรุ่นไหนเป็นโมเดลที่มีใช้ในกองทัพไทยมี แล้วเป็นลิมิเต็ด-อิดิชั่นด้วยก็จะยิ่งเป็นที่นิยมมาก เขาเองก็ยังซื้อเก็บไว้ ตอนเรียนเมืองนอก พอกลับมาก็ไปฝากขาย 
 
 
ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินรบของประเทศไทยที่ประจำการอยู่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Hawk 75 กับ Ki 27 Nate สมัยสงครามโลกฯ หรือ F8 Bearcat ซึ่งเป็นเครื่องบินรบใบพัดแบบสุดท้ายของกองทัพอากาศ หรือเครื่องบินไอพ่นรุ่นแรกของกองทัพอากาศคือ T 33 หรือ F80 shooting star, F84 Thunderjet, AV8-S Harrier ของราชนาวีไทยหรือ JAS 39 C/D Gripen เครื่องบินขับไล่แบบใหม่ล่าสุดของประเทศไทย ก็มีการทำโมเดลออกมาเหมือนของจริงทุกอย่าง แม้กระทั่งเครื่องบินรบ F16 ที่เกิดอุบัติเหตุตกไปนั้น ก็มีการทำโมเดลออกมาภายในเวลาไม่นานนัก บางครั้งก็มีการรันนัมเบอร์เป็นลิมิเต็ด อิดิชั่น ให้นักสะสมต้องตามซื้อกันจ้าละหวั่น เมื่อประกอบเสร็จจึงจะถึงเวลาของการนำออกแสดงแลกเปลี่ยนกันชมตามสถานที่ ต่างๆ เมื่อมีโอกาส เช่นที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ ดอนเมือง ที่มีการจัดแสดงโมเดลจำพวกนี้อยู่บ่อยครั้ง
 
 
“ถ้าซื้อ ขายกันก็ได้ราคาดีนะ สมมติตอนนั้นเราซื้อมาแปดร้อยบาท ขายได้ 2,500 นี่มันก็กำไรแล้ว ถึงจะไม่กี่บาท แต่เออ ก็ดีนะ แบ่งๆ กันเล่นไป” เจ้าของโมเดลนับพันกล่องยิ้มอย่างอารมณ์ดี
 
 
กฤตินาทเล่าว่า ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีเวลาลงมือต่อเองน้อยลง แต่เขาก็ยังซื้อเก็บอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่อายุได้ 15 ขวบ จนทุกวันนี้ก็มีเกินกว่า 2,000-3,000 กล่องเข้าไปแล้ว (ลองคิดเล่นๆ ว่าราคาตกกล่องละ 1,000 บาท ซึ่งบางกล่องหายากมาก และบางกล่องหาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้อีกแล้ว) ซึ่งเขามั่นใจมากว่าถ้าเปิดขายให้เป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ร้านของเขาจะต้องใหญ่กว่าบางร้านในแหล่งที่นิยมซื้อ-ขายกันอย่างแน่นอน 
 
 
“ก็เคย คิดว่าจะทำธุรกิจในสิ่งที่เรารัก แต่มาศึกษาดูจริงๆ แล้วมันเป็นธุรกิจที่วงแคบมาก และก็ติดปัญหาด้านลิขสิทธ์ ไม่เหมาะสมกับรายได้ของคนในประเทศ คือถ้าทำก็อาจจะอยู่ไม่ได้ แล้วเดี๋ยวนี้คนไทยก็สั่งเองได้จากฮ่องกงผ่านอินเทอร์เน็ตด้วย”
 
 
สุดท้ายเขายอมรับว่าจริงๆ แล้วอายมากทีเดียวที่มีโมเดลยังไม่ได้ประกอบอยู่เยอะมากนับเป็นพันๆ กล่อง ทั้งๆ ที่หากจะนับโมเดลที่ประกอบเสร็จอย่างสวยหรูจะมีน้อยชิ้นกว่ามาก ด้วยความที่ยิ่งโตขึ้นหน้าที่รับผิดชอบก็มากขึ้น ขณะที่เวลาว่างกลับยิ่งน้อยลงทุกที แต่เมื่อยิ่งได้คุยกับเขาเราก็รับรู้ว่า แม้เพียงการได้มองดูโมเดลทั้งหลาย (ที่ยังไม่ได้ประกอบ) ก็เพลิดเพลินไม่น้อยแล้วสำหรับกฤตินาท
 
 
ทั้งนี้ เพราะกล่องนับร้อยนับพันตั้งที่สูงจนจรดเพดาน และอัดกันอยู่จนเกือบจะเต็มห้องนั้น เป็นเสมือนกองความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้ของ modeler มือสมัครเล่นอย่างเขา และในอนาคตเราก็ขอคาดคะเนว่า โมเดลเหล่านี้จะต้องแปรเปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนแปลงที่เก็บ หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงตัวเจ้าของผู้ครอบครอง ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่ายิ่งๆ ขึ้นไปอย่างแน่นอน 
...ไม่ใน model ใดก็ model หนึ่ง
 
 
ที่มา 

No comments:

Post a Comment