Monday, May 21, 2012

Thailand Competitiveness ต้องแกร่งจากภายใน


ใจ หายไม่น้อยเมื่อรู้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตรอบด้านในปัจจุบัน ทั้งภัยธรรมชาติที่เล่นงานประชาชนอย่างแสนสาหัส ความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลง ตลอดจนการรับรู้ด้านการแข่งขันของคนในประเทศที่จะมีขึ้นในปี 2015 (เสรีอาเซียน) แทบจะไม่กระเตื้องไปไหน ปัญหาการเมืองรอบปีส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของประเทศ
 
 

จริงๆ แล้วพอจะเดาออกตั้งแต่แรกและไม่แปลกใจนักเมื่อไทยได้รับการจัดอันดับ ประสิทธิภาพทางการแข่งขันของประเทศหล่นตุบอยู่อันดับที่ 27 จาก 26 จากการจัดอับดับของ International Institute for Management Development (IMD) โดยวัดผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ (Economic Per-formance) ประสิทธิภาพของรัฐบาล (Government Efficiency) ประสิทธิภาพของธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเข้ามาลงทุนทำธุรกิจจากต่างชาติ

 
 
เวทีสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2011 จัดขึ้นเพื่อถกปัญหาและหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันกับภายนอก ประเทศได้มากขึ้น โดยมี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ร่วมกับ International Institute for Management Development (IMD) ร่วมพูดคุยและเปิดโลกทัศน์ความท้าทายของการแข่งขันของโลกยุคศตวรรษ 21 ที่ต้องปรับตัวอย่างรอบด้าน
 
 
alt
 
แน่นอนว่า ท่ามกลางการแข่งขันของแต่ละประเทศที่กระวีกระวาดพัฒนาประเทศรอบด้าน แต่ประเทศไทยยังพัฒนาไปไม่ถึงไหน เดินไปก็สะดุดขาตัวเอง เป็นแบบนี้มาตลอด ทำให้การพัฒนาแต่ละภาคส่วนติดขัดไปทั้งระบบ กระแสโลกที่หมุนเร็วและแรงอย่างนี้ หากไทยไม่เตรียมพร้อมรับมือและปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ หรือสร้าง mindset ให้กับคนทั้งประเทศ คงยากที่ไทยจะเดินหน้าและก้าวไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งได้
 
 
นั่นเป็นเพราะประเทศไหนปรับตัวได้เร็วและรู้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกย่อมก้าวเดินต่อไปได้ต่อเนื่อง
 
 
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยจะมุ่งไปทั้ง ในด้าน World Leader in Food, Thailand as a Preferred Destination, Driving for Green Economy, Applying Technology to Enhance Growth: Research and Development, Dealing with Moral for Competitiveness: Ethical and Moral Guideline for Thailand และ Thailand, Going towards a World-Class Logistics Connectivity for the Region จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากคนในประเทศไม่ปรับเปลี่ยน “mindset” ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อแต่ละคนร่วมมือช่วยกันพาประเทศให้ก้าวข้ามวิกฤตและองค์กรทุกส่วนต้องร่วมแรงร่วมใจพัฒนา
 
 
นิตยสาร MBA มีโอกาสร่วมฟังการสัมมนาและสัมภาษณ์ผู้นำองค์กรที่มาร่วมถกความคิด และข้อเสนอแนะเพื่อขับเคลื่อนไทยให้สามารถสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน ให้กับประเทศเพื่อที่จะไต่ไปให้ถึงอันดับที่ 15 อย่างที่หวังไว้ในมิติต่างๆ  ทั้ง Stephane Garelli ผู้อำนวยการ IMD’s World Com-petitiveness Center เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธาน TMA ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงรวบรวมเพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความแกร่งจากภายใน
 
 
ทางออกวิกฤต: สมดุลทวิภาค
 
 
 
“Vision” ที่คิดแบบแยกส่วนโดยไม่เชื่อมโยงกับเรื่องอื่น เป็นผลให้เกิดวิกฤตที่รุนแรงทั้งการเมืองและสังคมไทยเรื่อยมา ปัญหาหนึ่งของสังคม ณ เวลานี้ คือการขาดนโยบายรวมที่มีลักษณะผนึกเข้าหากัน (Integrated) เวลาจะแก้ปัญหาแต่ละอย่างมักไม่มองภาพรวม กลับแก้เป็นจุดๆ อย่างการลงทุนในโครงการต่างๆ หรือการเข้าไม่ถึง “ทรัพยากร” ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
 
 
 
Professor Stephane Garelli Director, IMD’s World Competitiveness Center แสดงความคิดเห็นต่อขีดความสามารถของไทยที่ควรตระหนักและเร่งปรับปรุงแก้ไข เพราะจากนี้ไปโลกเปลี่ยนแปลงเร็วและไม่อาจที่จะดำเนินกิจกรรมทุกด้านอย่าง โดดเดี่ยวได้อีกต่อไป ดังเช่นเมื่อเปิดเสรีอาเซียน จริงอยู่ที่ว่าทรัพยากรธรรมชาติของไทยเป็นมรดกที่ได้รับตกทอดมา แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้อยากมาสัมผัส แต่อย่าลืมว่า เรื่องการท่องเที่ยว ทุกประเทศล้วนมีจุดเด่นและสร้างเม็ดเงินได้ไม่แพ้กัน
 
 
 
หากแต่สิ่งสำคัญที่ไทยควรเร่งพัฒนามี 4 ด้านคือ โครงสร้างพื้นฐานทั้งในด้านการมุ่งเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ ศูนย์กลางการผลิตสินค้า เพราะดูจากสภาพทำเลที่ตั้งของไทยเป็นต่ออย่างเห็นได้ชัด อย่างที่ 2 คือ การพัฒนาสินค้าไทยให้ขายได้โดยใส่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ กับสินค้าส่งออกไปทั่วโลก เหมือนอย่างที่จีนได้ถ่ายโอนจากการที่มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยตรง (foreign directive investment) ไปสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าและท้ายที่สุดสร้างแบรนด์ให้กับตัวเองได้
 
 
 
“สิ่ง หนึ่งที่ผมคิดคือ คนไทยสามารถสร้างแบรนด์สินค้าได้โดยการเข้าสู่ตลาดโลกและการมีอุตสาหกรรมที่ ยกระดับได้เป็นเรื่องสำคัญมาก ณ ขณะนี้”
 
 
 
ประการที่ 3 ผู้ประกอบการรายเล็กจนถึงขนาดกลางมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มาก ทว่าพวกรายเล็กๆ พยายามแข่งขันเพื่ออยู่รอดซึ่งวันหนึ่งต้องยกระดับและพัฒนาสินค้าโดยใช้ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือและส่งออกนอกประเทศ แบรนด์สินค้าไทยต้องไปโตต่างประเทศให้ได้ และประการสุดท้าย คือการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพราะบางกรณี เรื่องง่ายๆ กลับเป็นเรื่องยากทำให้การติดต่อลงทุนไม่ราบรื่นอย่างที่คิด
 
 
 
และที่สำคัญซึ่งเป็นปัญหาหลักของไทยไม่ว่า จะยุคสมัยใด หรือผลัดเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็แล้ว เน้นนโยบายประชานิยมก็แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลมักจะให้ความสำคัญคือ การขจัดปัญหาความยากจน แต่นโยบายนี้ยิ่งดูเท่าไหร่ก็ไม่เห็นจะสร้างความชัดเจนและแก้ไขปัญหาอย่าง เป็นรูปธรรมและยั่งยืนสักครั้ง การกระจายรายได้ในเมืองและชนบท ต่างกันอย่างสิ้นเชิง สร้างความแตกต่างของพื้นฐานชีวิตอย่างสุดขั้ว
 
 
 
การดำรงอยู่ของปัญหานี้เองที่เป็นจุดบอดของ ประเทศไทยมาแต่ไหนแต่ไร เพราะไม่ว่าจะมองจากสายตาคนในประเทศเองก็เห็นชัดเช่นนั้น หรือมองผ่านลอดแว่นตาจากกูรูคนดังๆ นอกประเทศ อย่างครั้งหนึ่งทีมงาน MBA ได้สัมภาษณ์ Marc Faber (ฉบับ 118 มกราคม 2552) ท่านก็มองประเด็นเดียวกับ Stephane Garelli ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย เพราะความแตกต่างระหว่าง “เมือง” กับ “ชนบท” ที่ต่างกันอย่างราวฟ้ากับดิน ทำให้ขีดความสามารถในการพัฒนาของประเทศไทยยังไปไม่ถึงไหน
 
 
alt
Stephane Garelli
 
 
“ความไม่ สมดุลของการบริหารจัดการท้องถิ่นหรือต่างจังหวัดของไทยยังเป็นปัญหาอยู่มาก ซึ่งสิ่งนี้มันสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจนระหว่างความเจริญในเมือง หลวงคือกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เรื่องนี้ต้องเร่งพัฒนาเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นในประเทศ”
 
 
 
การจะแข่งขันกับคนนอกประเทศได้ ความสมดุลระหว่างเมือง กับ ชนบท ต้องลดน้อยลง ความสมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรที่มีส่วนช่วยเกื้อหนุนกันและ กัน ไม่ใช่ว่าภาคอุตสาหกรรมได้เปรียบ แต่ชาวนาชาวไร่กลับเผชิญกับภาวะความขาดแคลน อย่างนี้เป็นความไม่เสมอภาคและไม่เป็นธรรมในสังคม และไม่ใช่แก้เฉพาะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมืองเท่านั้นแต่ต้องหยั่งรากลึกถึงความต่างทางวัฒนธรรมเพราะเป็นความไม่ เสมอภาคส่วนหนึ่งมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมของประเทศซึ่งต้องทำความเข้าใจและมอง ความต่างเป็นเรื่องธรรมดา แต่จะทำอย่างไรให้ความต่างดังกล่าวอยู่ได้อย่างกลมกลืนกับยุคสมัยใหม่และ ช่วยกันพัฒนาให้ไปในทิศทางเดียวกัน แบบนี้ประเทศไทยถึงจะอยู่รอด
 

 
 
ถึงเวลาขับเคลื่อนทั้งระบบ
 
 
 
อันดับที่ 26-27 อยู่นั่นแหละ สำหรับความสามารถทางการแข่งขันของไทย แม้จะดูดีที่ไม่ตกไม่หล่นไปไหนไกล แต่ถ้าเหลียวไปมองเพื่อนบ้านที่มีแนวโน้มขยับอันดับขึ้นทุกๆ ปี ก็น่ากลัวไม่ใช่น้อย
 
 
 
เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้ความสามารถทางการแข่งขันของไทย ยังไปไม่ถึงไหนนั้น เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธาน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) วิเคราะห์ให้ฟังว่า เป็นเพราะประเทศอื่นๆ ให้ความสำคัญเรื่องนี้ มีการเตรียมการที่เป็นระบบ มีการจัดตั้งคณะกรรมการ คณะทำงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มีทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ มีที่ปรึกษาจากข้างนอก ฉะนั้น การทำงานจึงขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันได้ทั้งระบบ
 
 
alt
 
 
ทว่าสำหรับประเทศไทยแม้จะมีความตื่นตัว เรื่องนี้ แต่ก็ยังเป็นการทำกันคนละที ต่างคนต่างทำ ไม่มีการเชื่อมโยงสอดประสาน และขาดระบบในการทำให้เป็นพลังร่วมกัน
 
 
 
นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นซึ่งรัฐบาลมีเสถียรภาพพอสมควร แต่ต้องยอมรับว่าประเทศไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาอาจจะมีความไม่ราบรื่นทางการเมือง ในส่วนการดำเนินการโดยรัฐบาลๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง
 
 
 
“ประเทศ มาเลเซียอยู่เหนือเราแต่ก็เร่งขึ้นไปอีก ส่วนฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียอยู่ต่ำกว่าเราเยอะ แต่วันนี้เขาเร่งมาจนใกล้เรา พวกนี้เขามีความต่อเนื่องรัฐบาล มีการนำนโยบายไปปฏิบัติ ของเราเองบางทีนโยบายอาจต่อเนื่องระดับหนึ่งแต่การปฏิบัติการอาจมีปัญหา เพราะพอเปลี่ยนรัฐบาลจะกระทบเกิดการหยุดชะงัก”
 
 
 
ฉะนั้น TMA และพันธมิตรจึงมองว่า คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ น่าจะเป็นแกนนำในการทำเรื่องนี้ เพื่อมีการประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชนที่จะขับเคลื่อนประเด็นยุทธศาสตร์หลักด้านการยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไปด้วยกัน 
 
 
 
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเอง เทวินทร์ ยังมองว่ามีจุดอ่อนในหลายส่วนที่ต้องเร่งพัฒนาเพื่อยกระดับความสามารถทางการ แข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
 
 
 
ประการแรก ด้านวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างหนึ่งที่จะสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน แต่ที่ผ่านมาในส่วนนี้ได้งบประมาณไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชน ภาครัฐ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
 
 
 
ประการที่สอง การศึกษาระดับสูง ซึ่งยังต้องมีการพัฒนาปรับปรุงขึ้นไปอีก
 
 
 
ประการที่สาม ด้านการคมนาคมขนส่ง ในวันนี้ค่าโลจิสติกส์ขนส่งในประเทศถือเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศ และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจด้วยกัน แต่ในเรื่องนี้จริงๆ แล้วประเทศไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นจุดแข็งได้ เพราะอยู่ศูนย์กลางอาเซียน และเห็นนโยบายรัฐบาลก็มีแนวทางสนับสนุนการขนส่ง 
 
 
 
ประการที่สี่ โทรคมนาคม ไอทีต่างๆ ที่ขณะนี้ดูติดขัดไปหมดเพราะประเด็นด้านกฎหมาย จนกลายเป็นว่าโครงสร้างทางด้านกฎหมายเป็นข้อจำกัดทำให้ความคล่องตัวนำไป ปฏิบัติยากขึ้น ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคมของไทยล้าหลัง ไม่เอื้อให้เกิดการใช้ประโยชน์เต็มที่
 
 
 
ประการที่ห้า คุณธรรมจริยธรรม เห็นได้ชัดจากระดับการทุจริตคอร์รัปชันของไทยยังมีระดับสูง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวพันกับขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างแน่นอน เพราะส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจของอุตสาหกรรม แล้วส่งผลต่อความเชื่อมั่นเชื่อถือของผู้ลงทุน หรือแม้แต่ผู้สนับสนุนเงินทุนในอุตสาหกรรม
 
 
 
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังโชคดีที่มีสภาพเศรษฐกิจ ความพร้อมทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี เพราะเป็นตลาดใหญ่ จึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ง่ายกว่า ขณะที่ในเรื่องของภาคธุรกิจก็ถือว่าเข้มแข็งพอสมควร
 
 
 
 
ทั้งนี้ เทวินทร์ ยังมองถึงสิ่งที่จะเป็นจุดแข็งของไทยเอาไว้ว่า เป็นเรื่องแรงงาน เนื่องเพราะมีการใช้แรงงานค่อนข้างเต็มที่ อัตราการว่างงานต่ำ ที่สำคัญเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนกลับไปดูสถิติค่าแรงจะพบว่าในรอบ 10 ปีมานี้ค่าแรงขึ้นประมาณปีละ 1.8% ขณะที่ค่าครองชีพขึ้น 3% และจีดีพีโตเฉลี่ย 4-5% ดังนั้น จะเห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ถูกจัดสรรไปยังแรงงาน การขึ้นค่าแรง 300 บาท ในเชิงระยะยาวจึงน่าจะเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ เพราะสัญญาณที่ส่งไปคือประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่ควรลงทุนถ้าเป็น Labour-intensive แต่ประเทศไทยกำลังไปถึงขั้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่าที่ใช้แรง งานที่มีคุณภาพ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเพิ่มมูลค่าได้ดีกว่า
 
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งการผลิตตั้งแต่ต้นทางคือเกษตรกรรมไปถึงปลายทางคืออาหารนั้น เป็นที่นิยมของชาวโลก ประกอบกับ ความมีเสน่ห์ มีคนที่มีอัธยาศัยไมตรี มีสถานที่ท่องเที่ยว มีบริการด้าน wellness คือ ด้านสปา อาหาร การดูแลสุขภาพ การรักษาพยาบาล เหล่านี้ถือเป็นจุดแข็งของไทย ที่จะต้องต่อยอด รักษาไว้ และนำมาโปรโมทต่อไป
แม้ในขณะนี้ ขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยจะถูกจัดอยู่ที่ 27 แต่ เทวินทร์ และพันธมิตร มีการตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า จะต้องไล่ขึ้นไปอยู่อันดับ 15 ในปี 2515 โดยเชื่อมั่นว่า เมื่อมีสภาพัฒน์ฯ เข้ามาเป็นหน่วยงานที่ดูแลอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะทำให้การขยับทั้งระบบเป็นไปได้ และทำให้บรรลุเป้าหมาย

 
 
 
“เราทำการศึกษาเบื้องต้น เราคิดว่ามีโอกาสไปถึงอันดับ 17-18 ได้ แต่ว่าเพื่อความท้าทายเลยตั้งไว้ที่ 15 เลย”
 
 
 
แน่นอนว่า ประชาคมอาเซียนย่อมจะมีผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย ด้วยตลาดที่ใหญ่ขึ้นจากตลาด 60 ล้านคน เป็น 600 ล้านคน ฉะนั้น จึงมีโอกาสในการที่จะนำผลิตภัณฑ์และบริการกระจายไปในวงที่กว้างขึ้นได้อย่าง เสรี แรงงานก็ไหลไปมาได้อย่างเสรี รวมถึงเงินทุน การลงทุน ขณะเดียวกันคู่แข่งก็จะเข้ามาได้ง่ายขึ้น ฉะนั้น ความสำคัญคือถ้าเราอยู่อันดับที่ 27 อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งต่ำกว่า แต่กำลังไล่ขึ้นมา ก็อาจทำให้นักธุรกิจไทย มีความเสี่ยงในการที่มีคู่แข่งมากขึ้น และโอกาสจะไม่เกิดขึ้นหากไทยยังย่ำอยู่กับที่ ดังนั้น การพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันที่จะต้องไปให้ถึงอันดับที่ 15 และความร่วมมือระหว่างอาเซียนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการออกไปต่อกรกับ ประเทศอื่นจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
 
 
 
“เราต้อง พัฒนาโดยชูจุดเด่น และปิดจุดอ่อน ขณะเดียวกันเราต้องเริ่มสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน คนในกลุ่มธุรกิจต่างๆ อุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน ก็ต้องเริ่มพูดคุยกันแล้ว ดูว่าเราจะใช้จุดเด่นแต่ละประเทศมาร่วมกันทำให้เข้มแข็งได้อย่างไร นี่คือวัตถุประสงค์ของอาเซียน คือเอาจุดเด่นมาผสมกันเพื่อไปแข่งในเวทีโลก อันนี้สำคัญ นอกจากเราต้องเก่งแล้วเราต้องรู้จักขยายเน็ตเวิร์ก เราจะจับมือกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของอาเซียนแล้วจะได้ออก ไปลุยในตลาดโลกได้”  เทวินทร์ กล่าว
 
 
Thailand World Leader in Food
 
 
 
ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก เรารู้จักกันมาแต่โบราณว่าดินแดนแห่งนี้ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ผลผลิตทางการเกษตรของไทย ไม่เพียงใช้บริโภคภายในประเทศหากยังเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ทำรายได้สู่ ประเทศมายาวนาน แม้โครงสร้างทางเศรษฐกิจจะมีการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเพิ่มมาก ขึ้น แต่สินค้าอาหารของไทยยังคงความสำคัญไม่เสื่อมคลาย
 
 
 
ด้วยประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในภาคการ เกษตร หากต้องการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากสินค้าเกษตร รวมถึงการพัฒนาความสามารถในการผลิตของเกษตรกรเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ยิ่งในโลกวันนี้ที่เริ่มมองเห็นแล้วว่า ผลิตภัณฑ์จากการเกษตรจะมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่อาหารและพลังงาน รวมถึงกระแสความห่วงใยสุขภาพที่เกิดขึ้น นั่นเป็นจุดที่ประเทศไทยต้องหันกลับมาทบทวนความสามารถทางด้านการเป็นผู้นำใน อุตสา-หกรรมอาหารของเราอีกครั้ง
 
 
 
ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มองว่าสิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงคือการบริหารจัดการให้สินค้าไทยเป็นที่ ต้องการของตลาดโลกจะทำอย่างไรเพื่อสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม อาหาร
 
 
 
เขายกตัวอย่างว่า “โครงสร้างของโลกเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างในยุโรปมีประชากรลดลง มีการบริโภคอาหารน้อยลง เป็นสังคมที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ คนสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น แต่ละมื้อยังจำกัดแคลอรี่ที่ทานเข้าไป ผมยังเคยคุยกับผู้ประกอบการโรงสีเขาทำGaba Rice ผมบอกเขาว่าทำไมไม่ทำเป็นชุดๆ วันนี้ 300 แคลอรี่ 400 แคลอรี่สำหรับมื้อนี้ เพราะนี่คือเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เราจะมีขีดความสามารถในการพัฒนาไปตอบสนองเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่”
 
 
การบริหารจัดการที่ไทยยังต้องหาหนทางออกใน ส่วนที่เกี่ยวกับอาหาร เช่นเรื่องการปลูกพืชพลังงาน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่กำลังมาแรงในระยะนี้ ประเทศไทยยังขาดความชัดเจนในการบริหารจัดการ เมื่อราคาน้ำมันเชิ้อเพลิงแพงเกษตรกรก็โค่นผลไม้ปลูกปาล์ม ยางราคาแพงก็โค่นปาล์มปลูกยางพารา เรื่องแบบนี้จำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการในเชิงมหภาคมาควบคุม ต้องวางแผนระยะยาวเพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนในด้านต่างๆ
 
 
นอกจากนี้ในด้านการให้การสนับสนุนของภาครัฐควรเพิ่มเติมเรื่องความสมเหตุสมผลทางวิทยาศาสตร์ ยุทธศักดิ์ยกตัวอย่างว่า “สมัย ก่อนผมยังจำได้ว่ายังมีส้มอร่อยๆ ทานแถวกรุงเทพ ตอนนี้ดินดีๆ ที่ปลูกส้มเอาไปปลูกบ้านกันหมด แล้วเชื่อไหม productivity ต่อไร่ yield ต่อไร่ในอาเซียนเราอยู่อันดับ 8-9 ดังนั้นการจัดแบ่งที่ดินแต่ละที่ ผมคิดว่ามีความเหมาะสมในการปลูกพืชต่างกัน ทำไมเราไม่สนับสนุนให้เขาปลูกพืชในที่ดินที่เหมาะสม ช่วยเขาในเรื่องราคา ทำเป็นคลัสเตอร์ขึ้นมา เรื่องนี้ผมคิดว่าต้องใช้เวลาอีกพอสมควร”
 
 
ในส่วนของ สสว. มีแผนแม่บท ในการสร้าง คลัสเตอร์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ลดการสูญเสีย เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาตัวสินค้า รวมทั้งให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึง Technology, Research, Innovation, Intellectual Property
 
 
สุดท้ายคือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมี มาตรฐาน เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องสนับสนุน เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ประกอบการไทยจำนวนมากมีความสามารถส่งสินค้าไปขายใน ต่างประเทศที่มีมาตรฐานทางอาหารสูง แต่ในประเทศเองกลับยังมีความสนใจในเรื่องดังกล่าวน้อยมาก
 
 
ยุทธศักดิ์มองว่า มาตรฐานอาหารเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพราะหากประเทศไทยมีมาตรฐานอาหารที่ดีก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคชาวไทย ที่จะได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิต นอกจากนั้นการมีมาตรฐานอาหารจะเป็นเครื่องมือในการสกัดกั้นสินค้าด้อยคุณภาพ จากต่างประเทศที่จะเข้ามาทดแทนกำแพงภาษีที่เคยใช้ในอดีต
 
 
ผู้อำนวยการ สสว. ให้ความเห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้านอาหารของไทยจำเป็นต้องมองไปในอนาคต ว่าจะขายสินค้าอะไร ให้ใคร และผู้ซื้อมีความต้องการอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ เพราะในการสร้างมาตรฐานสินค้าจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมอันเป็นสิ่งที่ผู้ ประกอบการไม่ต้องการ เช่นต้องปรับปรุงโรงเรือน ต้องหาเงินทุนเพิ่มแต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้าจะขายได้ทันที สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การปรับวิธีคิดให้มองไปในอนาคตมากขึ้น
 
 
การวิจัยพัฒนาเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการ พัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมอาจไม่มีเวลาไปทำเรื่องดังกล่าว ดังนั้นรัฐบาลอาจจะต้องเข้ามาช่วยทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าสาธารณะ
 
 
“เพราะในทางทรัพย์สินทางปัญญา อาหารจดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ จะจดเป็นสูตรอาหารหรือความลับทางการค้า แค่เปลี่ยนสูตรนิดเดียวก็เปลี่ยนแล้ว ดังนั้นจึงง่ายที่จะเอาอาหารต้นแบบและเผยแพร่ออกไป ช่วยผู้ประกอบการในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ การทำแพ็คเกจจิ้งให้น่าสนใจ ยืดอายุผลิตภัณฑ์ให้นานขึ้น เพราะบางครั้งเราแข่งกันเรื่องต้นทุน จะส่งทางอากาศต้นทุนสูง ส่งเรือก็ใช้เวลา ตรงนี้อาจจะช่วยผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่งด้วย
 
 
“ตอนนี้ ค่อนข้างชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐอยากจะเห็นคือการทำให้ไทยเป็นครัวของโลก ไม่ใช่ร้านอาหารของโลกนะ ครัวที่มีความปลอดภัย มั่นคง ยั่งยืน สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความชัดเจนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราจะช่วยกันอย่างไร ขีดความสามารถมีอยู่แล้ว ในการสู้กับคู่แข่งข้างนอก ที่เขาพร้อมและปรับตัวตลอดเวลา เราเองสินค้าที่เรายืนอยู่อันดับต้นๆ ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าเราจะยังเป็นแชมป์อยู่ ดังนั้นความร่วมมือร่วมใจกันทั้งภายใต้นโยบายของรัฐ การสนับสนุนของเอกชน และการที่เอสเอ็มอีมีความเข้มแข็งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าว สู่ ความเป็นความเป็นผู้นำทางอาหารต่อไป” ยุทธศักดิ์กล่าว
 
 
ภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมอาหารไทยจึงต้อง คำนึงถึง 4 ด้านคือ Safety, Security, Sustainability และ Stan-dardization โดยแต่ละภาคส่วนต้องมีความชัดเจนในทิศทางที่จะเดินไป ซึ่งหากเกิดความชัดเจนของแผนงานก็ไม่ยากที่จะทำให้อุตสาหกรรมอาหารไทยก้าวไป สู่ความเป็นผู้นำอย่างมั่นคงแข็งแรง
 
 
Human Capital
 
 
 
และเมื่อพูดคุยถึงการพัฒนาประเทศ การสร้างขีดความสามารถของประเทศ หรืออุตสาหกรรม เรื่องหนึ่งที่ต้องหยิบยกมาพูดกันทุกเวทีคือ “คน” ปัจจัยสำคัญในการทำให้ประเทศก้าวหน้าหรือถดถอย
 
 
 
ประเทศไทยกำลังผ่านพ้นยุคการใช้แรงงานเข้ม ข้นไปสู่ยุคแรงงานฝีมือและแรงงานมีความรู้ตามนโยบายของรัฐบาลที่วางไว้ การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศ
 
 
 
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าสำหรับประเทศไทยปัญหาเรื่องคนที่ยังมีอยู่ คือ ความรู้ความสามารถ การปรับทัศนคติ และนิสัยความเคยชิน
 
 
alt
 
 
ในเรื่องความรู้ความสามารถ ที่ผ่านมาประเทศไทยขาดแผนงานที่ชัดเจนว่าจะเดินไปในทิศทางใด ดังนั้นการผลิตบุคลากรเพื่อตอบสนองความเจริญเติบโตของสังคมจึงไม่สอดคล้องไป ด้วยกันอย่างเต็มที่
 
 
“เราจะ เป็นดีทรอยท์ออฟเอเชียเราก็ไม่ได้ผลิตวิศวกรหรือช่างเทคนิคเพียงพอ กลายเป็นเราจะอัพเกรดคนเป็นปริญญาตรี ด้วยการยกอาชีวะทั้งหลายเป็นมหาวิทยาลัยแล้วคนที่เรียนจบปริญญาตรีก็จะไม่ เหมือนคนจบอาชีวะนึกว่าต้องนั่งโต๊ะ ห้องแอร์สบายๆ ไม่อยากมือเปื้อนไปอยู่ในโรงงานอะไรอย่างนี้ มีข้อมูลให้เห็นว่าตำแหน่งที่รับคนจบอาชีวะ มีมากกว่าคนที่เรียนจบ ขณะที่ปริญญาตรี ตำแหน่งน้อยกว่าคนที่เรียนจบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ พอหางานระดับปริญญาตรีไม่ได้ก็ต้องทำงานที่ต่ำกว่าวุฒิ กลายเป็น waste แทนที่จะเอาเวลาอีกสองปีที่ไปเรียนต่ออีกสองปีได้ปริญญาตรีมาฝึกงานทำงานให้ เก่งเป็นช่างที่เก่งมากไปเลยก็ได้”
 
 
 
คุณภาพการศึกษาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้อง หันมามอง เพราะการพัฒนาระบบการศึกษาไทยก็ขาดการวางแผนงานที่ชัดเจนเช่นกัน รวมทั้งรูปแบบวิธีการเรียนการสอนที่ไม่มีการปรับปรุงมายาวนาน “skill set เปลี่ยนไปแล้ว สมัยนี้ต้องสอนให้เด็กคิดต่อยอดได้ เพราะหลายอย่างไม่ต้องทำเองแล้ว เครื่องจักรอย่างอื่นมาทำให้ แต่เรายังสอนเหมือนเดิม เด็กก็รับเหมือนเดิม จำเหมือนเดิม สอบเหมือนเดิม การสอนของต่างประเทศไม่ใช่ว่าของเขาดีกว่า ข้อไม่ดีเขาก็มี แต่วิธีการสอนเขาสอนให้เด็กคิด ขณะที่เด็กไทยเรา สอนให้จำ หรือรับมาอย่างเดียว ไม่กล้าแสดงความเห็น เราจะมี skill set อีกอย่าง คือจำเก่ง จดเก่ง ท่องเก่ง แต่ถามว่าเอามา apply ใช้ได้หรือไม่”
 
 
 
เรื่องทัศนคติของคนไทยก็ยังเป็นอุปสรรคใน การก้าวสู่โลกการแข่งขัน ค่านิยมบางอย่างเช่นการเชื่อฟังผู้ใหญ่โดยไม่โต้แย้งแม้ผู้ใหญ่จะผิด การไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่กล้าคิดนอกกรอบ “การ คิดนอกกรอบเป็นเรื่องสำคัญ กล้าถามว่าอะไร ทำไม อย่างไร แล้วผู้ใหญ่ก็ทำให้เด็กเสียด้วย คือเวลาเด็กถามมากๆ ผู้ใหญ่ก็จะตัดบทด้วยความรำคาญ นี่คือตัวทำลายความคิดสร้างสรรค์ คือเด็กถามเพราะเด็กอยากรู้ ผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง เราสามารถบอกเขาได้ว่าจะไปหาที่ไหน หรือถามเขาว่าหนูคิดว่าอย่างไรให้เด็กตอบก็ได้ วิธีการดูแลเด็กของเราทำให้เด็กเป็นเด็กตลอดเวลา”
 
 
 
ผลของเรื่องดังกล่าวทำให้คนในวัยทำงานของประเทศไทยมีทัศนคติเชื่อฟัง ปรับตัวไม่เก่ง และมีความคาดหวังค่อนข้างสูง
 
 
 
อีกเรื่องที่วิวรรณมีความห่วงใย คือ ทักษะด้านภาษา เพราะปัจจุบันโลกเปิดกว้าง ความรู้ภาษาอังกฤษภาษาเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับการเปิดกว้างดังกล่าว ยิ่งจะมีการเปิดเสรีอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า คนไทยยังไม่ได้ศึกษาภาษาประเทศในแถบนี้อย่างจริงจัง เช่น ภาษาเขมร ลาว พม่า จีน อินเดีย “เรามีความกระหายที่จะรู้ไหม จริงๆ คนไทยทำอะไรก็ได้ ถ้าตั้งใจทำและอยากทำ แต่เรื่องของเรื่องคือไม่มีแรงจูงใจที่จะทำ คือถ้าฮึดก็ทำได้ แต่ที่สังเกตเห็นเยอะเลยคือ พอทำได้เสร็จเราฉลองกันนานไปหน่อย คนอื่นไล่ทันเลย แทนที่เราได้แล้วฮึดต่อให้ไปได้เรื่อยๆ”
 
 
 
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่วิวรรณมองว่าเรา ต้องใส่ใจกับบุคลากรของชาติ นั่นคือ วินัย ความตรงต่อเวลา การรักษาสิ่งที่ควรจะทำ เพราะมีความคาดหวังของคนอื่นอยู่
 
 
“เราไม่ aggressive เพียงพอ เพราะเราไปตีความคำนี้ว่าก้าวร้าว จริงๆ คำนี้ น่าจะแปลว่าไม่จ๋อง ตรงข้ามกับ passive อยากสู้ มีความทะเยอทะยานซึ่งเราก็แปลความหมายไม่ดี ใครมีสูงแปลว่าไม่ดี คนเราถ้าไม่มีเลยจะไม่สามารถผลักดันตัวเองได้ พี่เป็นเด็กต่างจังหวัดมีหรือไม่ ก็มีอยากเรียนจุฬาฯ สอบให้ได้ อยากไปเรียนเมืองนอก สอบชิงทุนให้ได้ ความทะเยอทะยานถึงจะพาไป เราแปลคำพวกนี้ลบไปหมด ทำให้ใครมีคุณสมบัติอย่างนี้ถือว่าไม่ดี เรา aggressive ทางความคิด ในการทำงานได้ แต่เราเอาไปใช้แสดงออกทางกาย เช่นเป็นนักเลงอันธพาลตีต่อย”
 
 
 
ดังนั้นการจะสร้างความได้เปรียบในการแข่ง ขันของประเทศไทย จะต้องมีการวางแผนให้ชัดเจนด้านทรัพยากรบุคคล ต้องสร้างทักษะที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเป้าหมายที่วางไว้ และทำให้คนมีความมุ่งมั่นในการทำงานของตน
 
 
 
นอกจากนี้เราควรฝึกคนของเราให้พร้อมด้าน ภาษา กระตุ้นให้เกิดความอยากผจญภัย พร้อมจะไปในต่างแดนเพื่อหาประสบการณ์ รู้จักผู้คนมากขึ้น และสามารถนำความรู้มาใช้กับประเทศเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวตั้งแต่บัดนี้
วิวรรณกล่าวตอนหนึ่งว่า “มีอาจารย์ที่ฮาร์วาร์ดคนหนึ่งเคยกล่าวว่า สิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดกับการทำให้ตัวเองมีความสามารถในการแข่งขันสูงคือ สิ่งแวดล้อมที่มีการแข่งขัน เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์จะพยายามเต็มที่ที่จะไม่แพ้ ทุกคนก็ต้องแข่งกันผลิตสินค้าบริการ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคมาอยู่กับตัวมากที่สุด”

 
 
 
เพราะคนไทยมีจุดเด่นในด้านความประณีตของ ทักษะฝีมือเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีน้ำจิตน้ำใจ มีความภักดีต่อองค์กรสูง ซึ่งเป็นข้อดีที่นักลงทุนต่างประเทศเล็งเห็นมานานแล้ว หากผสมเข้ากันกับทักษะความคิดพื้นฐานใหม่ๆ ดังที่วิวรรณให้ข้อมูล ความสามารถในการแข่งขันทางด้านทรัพยากรมนุษย์ของไทย ก็ยังมีโอกาสที่จะช่วยให้อันดับของไทยในตารางการแข่งขันก้าวหน้าขึ้นไปได้ ต่อไป
  




No comments:

Post a Comment