Monday, May 21, 2012

Wangkanai & Toyota Tsusho Duo for Global Market

 
คนไทยทานก๋วยเตี๋ยวปรุงน้ำตาล แต่ญี่ปุ่นทานราเมนเน้นรสธรรมชาติ 
 คนไทยเวลาทานกุ้งชุบแป้งทอด หรือเกี๊ยวทอด ต้องมีน้ำจิ้มเผ็ดหวานที่ทำจากน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลปึก พริก เกลือ เคี่ยวจนเหนียวไว้ขับความอร่อย แต่เทมปุระทอดของญี่ปุ่น ความหวานของน้ำจิ้มได้จากเหล้าหวาน น้ำซุปปลาแห้งและหัวไชเท้าขูดฝอย 
 
 
ส่วนขนมไทยนั้นหรือ ขนมสารพัดทอง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง จ่ามงกุฎ เม็ดขนุน หรือขนมประเภทบวด เช่น กล้วยบวชชี แกงบวดฟักทอง ล้วนมีรสหวานแหลม ส่วนวากาชิของญี่ปุ่นมักหวานนวล ไม่มากชนิดนักที่จะหวานจัด ญี่ปุ่นดื่มชาเขียวรสธรรมชาติ แต่คนไทย ชาเขียวนอกจากต้องเติมน้ำตาลยังต้องแช่เย็นอีกด้วย และถ้าเป็นเครื่องดื่มชาไทยโบราณ ปริมาณน้ำตาลที่ใช้ชงแทบไม่ต้องพูดถึง
 
 
เมื่อจับสังเกตจากพฤติกรรมการบริโภคและรส ชาติอาหารแล้ว ญี่ปุ่นจึงไม่ใช่ชาติที่บริโภคน้ำตาลมากอย่างไทย แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากญี่ปุ่นจะสนใจในธุรกิจน้ำตาล หากจำนวนประชากรมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนทั่วโลกก็สูงลิ่วล้อรับไปกับจำนวนประชากร ทั้งการบริโภคโดยตรงด้วยการปรุงรสอาหารในครัวเรือน หรือการบริโภคผ่านโรงงานอาหารแปรรูปนานาชนิด ทั้งน้ำอัดลม 
 
 
นมเปรี้ยว นมสด ลูกอม ไอศกรีม ขนมขบเคี้ยว ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมการผลิต และการค้าน้ำตาลไม่เคยซบเซา สถิติการผลิตและการบริโภคน้ำตาลปี 2009/10 – 2010-11 ปรากฏดังนี้
 
 
alt
 
 
อีกทั้ง เมื่อพิจารณาประวัติการลงทุนของญี่ปุ่นแล้ว เกือบ 40 ปีมานี้ ประเทศญี่ปุ่นมีการลงทุนนอกประเทศสูงมาก โดยมีการลงทุนนอกประเทศสูงสุดที่อเมริกา สำหรับในเอเชีย ญี่ปุ่นก็เข้ามาลงทุนสูงมากเช่นกัน โดยเฉพาะจีนและเวียดนามที่สถิติการลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี 
 
 
ส่วนประเทศไทย ญี่ปุ่นเป็นมิตรประเทศที่เข้ามาลงทุนเป็นอันดับหนึ่งหลายปีติดต่อกัน ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ระบุว่า การขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วงปี 2553 (มกราคม-ธันวาคม) ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยทั้งสิ้น 865 โครงการ เงินลงทุนรวม 236,037 ล้านบาทโดยเป็นการลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนประเทศญี่ปุ่นสูงสุด จำนวน 363 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 104,422 ล้านบาท ดังนั้น เรียกได้ว่า เกือบ 3-4 ทศวรรษมานี้ เราต่างเติบโตมาท่ามกลางสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมค้าร่วมลง ทุนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์นับล้านคันบนท้องถนน เครื่องใช้ไฟฟ้านานายี่ห้อในบ้านเรือนและสำนักงาน ร้านสะดวกซื้อ 7-eleven ทุกหัวมุมถนน 
 
 
ก็ไม่แปลกอะไรที่จะมีการลงทุนธุรกิจน้ำตาลด้วยอีกอย่างหนึ่งซึ่งหากนิยามกันให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจก็ไม่ใช่แค่ธุรกิจน้ำตาล แต่คือ ‘ธุรกิจอาหารและพลังงาน’ ที่มีอนาคต
 
 
โตโยต้า ทูโช (Toyota Tsusho) แม้ยังไม่ได้ร่วมลงทุนอย่างเป็นทางการ แต่สนใจในธุรกิจน้ำตาลและเข้ามาทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มวังขนาย เพราะวิสัยทัศน์ของบริษัทต้องการขยายออกนอกอุตสาหกรรมรถยนต์ 
 
 
“โตโยต้า ทูโช มุ่งมั่นที่จะรักษาโครงสร้างกำไรที่สมดุลโดยขยายจากธุรกิจยานยนต์ที่จัดว่า เป็นธุรกิจแกนหลักของบริษัท ไปสู่ธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับรถยนต์ ซึ่งรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับอาหาร โดยการเข้าร่วมในการเพิ่มมูลค่าด้านธุรกิจน้ำตาล เพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างเสถียรภาพของแหล่งอาหาร และพัฒนาระบบสืบค้นย้อนกลับ (traceablity) เพื่อให้เกิดความวางใจและความปลอดภัยในอาหาร” จุนอิจิโร่ อาซุม่า (Junichiro Azuma) ผู้อำนวยการอาวุโส พัฒนาองค์กร กลุ่มวังขนาย ให้ความเห็น 
 
 
อาซุม่าก็ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมชาติหลายคน ที่เดินทางเข้าออกประเทศไทย หรือบางรายพำนักในประเทศไทยระยะยาวเพื่อพัฒนาการค้า พัฒนาการผลิต พัฒนาความสัมพันธ์กับองค์กรธุรกิจในไทย เขาเดินเข้าออก  โรงงานน้ำตาลกลุ่มวังขนายตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยมาพร้อมกับแนวคิดการบริหารด้วยระบบ Kaizen และ PDCA (Plan Do Check Act) เพื่อพัฒนาโรงงาน
 
 
เวลางาน อาซุม่าทำงานจริงจัง วินัยสูงแบบคนญี่ปุ่น “ก่อน ที่เขาเข้ามา จะนัดหมายก่อนว่า ครั้งนี้มาเพื่ออะไร หนึ่ง สอง สาม สี่ และระหว่างเดินทาง ก็จะบอกเป็นระยะ เวลานี้ถึงนี่แล้ว จะมาถึงกี่โมง มาถึงทำอะไรบ้าง” บรรเจิด จรูญชนม์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต โรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เล่าถึงการทำงานในช่วงปีเศษที่ผ่านมา 
 
 
ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลกพิเศษแต่อย่างใด แต่รายละเอียดเหล่านี้ก่อให้เกิดคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง ทีมงานต้องเตรียมตัว เตรียมข้อมูลแม่นยำ ก่อนที่ผู้อำนวยการอาวุโส พัฒนาองค์กรจะมาถึง 
 
 
“ก็ เหมือนห้องนอนเรา บางทีมีกลิ่นอับ แต่เราอยู่กับมันทุกวันจนชิน ก็ไม่รู้ว่ามีกลิ่นอับ แต่คนอื่นมาจะเห็นความผิดปกติ โรงงานน้ำรั่ววันละหยด เรามองจนชิน แต่เขาเห็นว่าผิดปกติ เขาก็จะชักชวนหาสาเหตุต้นตอแท้จริง เพื่อแก้ปัญหาได้ถูกจุด”
 
 
ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต โรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทองชื่นชมการทำงานของมิตรญี่ปุ่นที่ไม่สั่งแบบ top down แต่จะเน้น ‘ตั้งคำถาม’ เพื่อกระตุ้นให้ทีมงาน ‘คิด’ แก้ไขงานอื่นๆ เอง
 
 
“What you should do?”
“What they should do”
“Repeat & Repeat” 
คือประโยคที่อาซุม่าพูดกับทีมงานเป็นประจำ
 
 
“เป็น เรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่จะกลัวการเปลี่ยนแปลง และผมไม่มีเคล็ดลับอะไรที่จะทำให้คนหายกลัว ที่ผมทำได้ก็คือไปนำเอาสิ่งใหม่ๆ มาจากภายนอก ทำการหารือกันด้วยความจริงใจ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเชิงสร้างสรรค์กับผู้บริหารเพื่อว่าพวกเขาจะ เริ่มเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเราจะทำให้สำเร็จได้ในที่สุด ผมและโตโยต้า ทูโชมีความมั่นหมายที่จะอุทิศตนของเราเพื่อจะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับกลุ่ม วังขนายและหวังอย่างยิ่งว่าผลของกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เกิดการสนับสนุนทาง ด้านจิตใจและความกล้าหาญต่อพนักงานกลุ่มวังขนายทุกคน” คำพูดของอาซุม่าเป็นแบบฉบับชาวญี่ปุ่น ทั้งนุ่มนวล ทั้งฮึกเหิมอยู่ในที
 
 
หากวังขนายมีพนักงานทำงานอย่างรับผิดชอบ วินัยสูง มีคุณภาพ สามารถปรับปรุงคุณภาพทุกส่วนงาน ทั้งผลผลิตในไร่อ้อยและในโรงหีบ รวมถึงผลผลิตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น น้ำตาลออร์แกนิค ปุ๋ยออร์แกนิค กากน้ำตาล ขี้หม้อกรอง ชานอ้อย ฯลฯ รวมถึงการปรับระบบหลังบ้านอื่นๆ ก็จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน
 
 
เช่น ระบบ traceability ปัจจุบันสามารถสืบค้นย้อนกลับได้ว่าน้ำตาลล็อตนี้มาจากอ้อยแปลงใด โดยเกษตรกรคนใด ด้วยการใช้ระบบพิกัดดาวเทียม (GPS: Global Positioning System) มีโรคระบาดหรือไม่ ใส่ปุ๋ยแล้วเมื่อวันใด ควรเก็บผลผลิตวันไหน เป็นเครื่องมือช่วยในการเก็บข้อมูล เรื่องพันธุ์อ้อยก็มีการตั้งเป้าหมายวิจัยพัฒนาทั้งในเชิงปริมาณผลผลิตต่อ ไร่ และในเชิงคุณภาพของค่าความหวาน (CCS : Commercial Cane Sugar) และอีกมากมายหลายงานที่เป็นการเพิ่ม productivity ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน แมลง การจัดทำสหกรณ์ ตลอดจนปรับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล
 
 
เมื่อระบบคุณภาพดีพร้อม วังขนายและโตโยต้า ทูโช จะศึกษาเพื่อร่วมธุรกิจกันในอนาคต 
 
 
‘เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น’ และ ‘ระบบการจัดการ’ จะช่วยให้การขยายงานอาณาจักรเป็นไปได้ เช่นเดียวกับที่องค์กรญี่ปุ่นขยายธุรกิจไปทั่วโลกได้ โดยมีระบบการบริหารจัดการ เช่น JAPS TQM PDCA LEAN KAIZEN เป็นต้น เป็นตัวควบคุม 
 
 
โตโยต้า ทูโช ได้ขยายไลน์ธุรกิจ ส่วนวังขนายต้องการเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ 
 
 
บุญญฤทธิ์ ณ วังขนาย ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มวังขนาย เคยพูดถึงความร่วมมือนี้ว่า 
 
 
“เงินถึง คนถึง หัวถึง” คือสิ่งที่วังขนายต้องการ ที่ผ่านมาจึงเป็นการทำสัญญาแบบหลวมๆ ในการตกลงซื้อขายน้ำตาลต่อกัน เพื่อเป็นการศึกษาดูใจ โดยวังขนายเปิดให้โตโยต้า ทูโช เข้ามาเป็นผู้วางแผนระบบการทำงาน จัดทำ KAIZEN ซึ่งจะทำให้พันธมิตรรายนี้ รู้รายละเอียดทุกเรื่อง “ลูกค้าเห็นต้นทุนเราหมด โนว์ฮาว ก็เห็น เหมือนอยู่ก่อนแต่ง ถ้าพอใจคบกันยาว ถ้าเราจะเปิดร่วมทุนจริง เขาจะเป็น first priority” 
 
 
แม้ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล จะได้รับการอุ้มชูจากรัฐบาล และเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ ขั้นตอนที่แม้แต่จะเปิดโรงหีบแต่ละฤดูกาล ก็ต้องขอคณะรัฐมนตรีทุกครั้งไป แต่บุญญฤทธิ์ มั่นใจว่า อุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลในระยะยาว ย่อมไม่ใช่การผูกขาดและได้รับการอุ้มชูดังเช่นที่ผ่านมา แต่จะต้องเป็นการแข่งขันเสรีตามกลไกการค้าโลก ซึ่งไม่นานนี้เองรัฐบาลได้อนุมัติจัดตั้งโรงงานน้ำตาลเพิ่มเติมอีก และหากมองข้ามเรื่องกฎเกณฑ์ กฎหมายภายในประเทศ ‘นวัตกรรม’ ก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้ไปแล้วส่วนหนึ่ง
 
 
ต่อไป เราอาจได้เห็นโรงเล็กโรงน้อยรวมกันเพื่อแข่งขัน หรือ ไม่ก็เห็นโรงใหญ่เทกโอเวอร์โรงงานเล็ก หรือการเข้ามาของทุนต่างชาติ โรมรันพันตูในธุรกิจอาหารและพลังงานนี้ ระบบการบริหารจัดการที่ดีเท่านั้น ที่จะทำให้แข่งขันได้ในระดับโลก เพราะญี่ปุ่นได้พิสูจน์ข้อนี้มาแล้ว
   



No comments:

Post a Comment