Monday, June 25, 2012

ออปชัน [Option] คือ ?????

ออปชัน คือสัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้สัญญา ในราคาใช้สิทธิที่ได้ระบุไว้และภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา
     จากคำนิยามข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้ซื้อออปชันมีสิทธิเลือกที่จะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ และจะใช้สิทธิเมื่อมีกำไรจากการลงทุน และไม่ได้มีภาระผูกพันต้องปฏิบัติตามสัญญา
ในขณะที่ผู้ขายออปชันมีภาระผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเมื่อผู้ซื้อมาขอใช้สิทธิ
ผู้ขายไม่มีสิทธิเลือกแต่มีภาระผูกพันไม่สามารถบิดพลิ้วได้ และเพื่อให้ได้สิทธิในการ
ซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงนั้นมา ผู้ซื้อออปชันต้องชำระค่าซื้อสัญญาซึ่งเรียกว่าเรียกว่า
ค่าพรีเมียม
     เนื้อหาในส่วนนี้จะขอใช้ SET50 Index Options เป็นสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้สัญญาในการอธิบาย ทั้งนี้เนื่องจาก SET50 Index Options เป็นออปชันที่มีการซื้อขายแล้วในตลาดอนุพันธ์
แห่งประเทศไทยหรือตลาด TFEX
 
ออปชันแบ่งตามลักษณะการใช้สิทธิได้ 2 แบบดังนี้


Image
    - คอลออปชัน (Call Option) คือสัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อ
คอลออปชันในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้สัญญา ซึ่งในที่นี้คือ SET50 Index ในราคา
ใช้สิทธิที่ได้ระบุไว้ ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา


 

    - พุทออปชัน (Put Option) คือ สัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อ
พุทออปชันในการขายสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้สัญญา ซึ่งในที่นี้คือ SET50 Index ในราคา
ใช้สิทธิที่ระบุไว้ ภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา




Image
กรณีคอลออปชัน
       
ถ้าราคาใช้สิทธิของคอลออปชันน้อยกว่าระดับดัชนี SET50 Index คอลออปชันนั้นถือว่ามีสถานะเป็น In-the-money (ITM) เพราะว่าผู้ถือคอลออปชันมีสิทธิที่จะซื้อระดับดัชนี SET50 Index ในระดับดัชนีที่ต่ำกว่าราคาตลาดในขณะนั้น ผู้ถือคอลออปชันย่อมที่จะใช้สิทธิ ถ้าราคาใช้สิทธิของคอลออปชันเท่ากับระดับดัชนี SET50 Index
คอลออปชันนั้นถือว่ามีสถานะเป็น At-the-money (ATM) และถ้าราคาใช้สิทธิ
ของ
คอลออปชันมากกว่าระดับดัชนี SET50 Index คอลออปชันนั้นถือว่ามีสถานะเป็น Out-of-the-money (OTM) ซึ่งทั้ง 2 กรณีหลังนี้ ผู้ถือคอลออปชันจะไม่ใช้สิทธิ
อันเนื่องมาจากออปชันไม่มีมูลค่า


Image
กรณีพุทออปชัน
        ถ้าราคาใช้สิทธิของพุทออปชันมากกว่าระดับดัชนี SET50 Index พุทออปชันนั้นถือว่ามีสถานะเป็น In-the-money (ITM) เพราะว่าผู้ถือพุทออปชันมีสิทธิที่จะขายระดับดัชนี SET50 Index ในระดับดัชนีที่สูงกว่าราคาตลาดในขณะนั้น ผู้ถือพุทออปชัน
ย่อมที่จะใช้สิทธิ ถ้าราคาใช้สิทธิของพุทออปชันเท่ากับระดับดัชนี SET50 Index พุทออปชันนั้นถือว่ามีสถานะเป็น At-the-money (ATM) และถ้าราคาใช้สิทธิของพุทออปชันน้อยกว่าระดับดัชนี SET50 Index พุทออปชันนั้นถือว่ามีสถานะเป็น Out-of-the-money (OTM) ซึ่งทั้ง 2 กรณีหลังนี้ผู้ถือพุทออปชันจะไม่ใช้สิทธิอันเนื่องมาจากออปชันไม่มีมูลค่า

Image
Image
     
ค่าพรีเมี่ยม คือ จำนวนเงินที่ผู้ซื้อออปชัน (ทั้ง Call และ Put) จ่ายเพื่อซื้อสิทธิซื้อหรือสิทธิขายให้กับผู้ขายออปชัน
ค่าพรีเมียมที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายจะเป็นต้นทุนของผู้ซื้อ ในขณะเดียวกันค่าพรีเมียมนี้จะกลายเป็นรายรับของผู้ขายออปชัน

     ค่าพรีเมี่ยมของออปชันประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) และมูลค่าตามเวลา (Time Value)

     ออปชันทั้งคอลและพุทจะมีมูลค่าที่แท้จริงเมื่อออปชันนั้นมีสถานะเป็น In-the-money หรือเมื่อนักลงทุนใช้สิทธิแล้วมูลค่าจากการใช้สิทธิมีผลตอบแทนสุทธิเป็นบวก

Image
        
ดังนั้น โดยคำนิยามแล้วออปชันที่มีสถานะเป็น At-the-money และ Out-of-the-money จะมีมูลค่าที่แท้จริงเป็นศูนย์หรือไม่มีมูลค่าที่แท้จริง มูลค่าตามเวลาคือส่วนต่างระหว่างค่าพรีเมี่ยมและมูลค่าที่แท้จริง

Image

มีผู้เปรียบเทียบว่ามูลค่าตามเวลาเปรียบเสมือนการซื้อความหวัง (Hope) ซึ่งคือการที่นักลงทุนยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อออปชันเพื่อซื้อเวลาลุ้นให้ออ ปชันที่ถืออยู่มีกำไร
     
ออปชันที่มีสถานะเป็น In-the-money จะมีทั้งมูลค่าที่แท้จริงและมูลค่าตามเวลา ส่วนออปชันที่มีสถานะเป็น At-the-money และ Out-of-the-money จะมีแต่มูลค่าตามเวลาเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น คอลออปชันซื้อขายกันที่ราคา 45 จุด และ พุทออปชันซื้อขายกันที่ราคา 25 จุด ถ้าสมมติว่า SET50 Index

มีค่าเท่ากับ 535 จุด คอลและพุทออปชันดังกล่าวมี Intrinsic Value และ Time Value อย่างละเท่าไร
Image
        

โดยทั่วไปแล้วออปชันที่มีการซื้อขายอยู่ในตลาดที่มีการจัดตั้งอย่าง

เป็นทางการจะมีการกำหนดลักษณะของสัญญาออปชันไว้เป็นสัญญามาตรฐาน SET50 Index Options ก็เช่นกัน เป็นออปชันที่ซื้อขายกันในตลาดอนุพันธ์ฯ และมีลักษณะรายละเอียดที่กำหนดไว้ในสัญญาเป็นมาตรฐานและประกาศให้ทราบโดย ทั่วกัน เพื่อให้นักลงทุนสามารถทราบถึงลักษณะของออปชัน
นักลงทุนจึงสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้ง่าย โดยสิ่งที่ผู้ซื้อผู้ขายจะตกลงกันจะมีเพียง “ค่าพรีเมียม” ซึ่งเป็นราคาของออปชันเท่านั่นเอง โดยลักษณะของ SET50 Index Options หรือที่เรียกกันว่า Contract Specification
ที่นักลงทุนควรจะศึกษาในรายละเอียดก่อนการซื้อขายมีดังนี้

สินค้าอ้างอิง (Undelying asset)

    
สินค้าอ้างอิง (Undelying asset) คือ SET50 Index สำหรับ SET50 Index เป็นดัชนีราคาหุ้นที่ใช้แสดงราคาหุ้นสามัญที่จดทะเบียนใน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 50 หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงและมีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งตะกร้าหุ้น 50 ตัวดังกล่าว สามารถสะท้อนการเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์โดยรวมได้ดีมาก จึงสามารถนำมาเป็นสินค้าอ้างอิงของออปชันได้

Image
ตัวคูณดัชนี (Multiplier)
    
เนื่องจากค่าพรีเมียมของ SET50 Index Options มีหน่วยเป็นจุด เมื่อนักลงทุน
ซื้อหรือขายออปชัน นักลงทุนจะทราบได้อย่างไรว่านักลงทุนจะต้องจ่ายเงินหรือรับเงิน
เป็นจำนวนกี่บาท ดังนั้น ในการแปลงหน่วยจากจุดให้เป็นบาทจึงต้องมีการกำหนด
ตัวคูณดัชนี ตัวคูณดัชนีคือตัวเลขที่กำหนดค่าของดัชนี SET50 Index 1 จุด ว่ามีค่า
เท่ากับเงินกี่บาท หรือคือตัวเลขที่ใช้แปลงค่าดัชนีมาเป็นจำนวนเงินนั่นเอง

     สำหรับ SET50 Index Options ดัชนี 1 จุด จะมีมูลค่าเท่ากับเงิน 200 บาท เช่น หากซื้อ SET50 Call Options ที่มีค่าพรีเมียมเท่ากับ 50 จุด ดังนั้น ในวันแรกที่ตกลง
ซื้อขาย ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายเท่ากับ 50 จุด× 200 บาท = 10,000 บาท

Image
ประเภทของการใช้สิทธิ (Exercise style)
       
SET50 Index Options เป็นออปชันที่มีลักษณะเป็นแบบ European Style

กล่าวคือ ผู้ซื้อออปชันทั้งคอลและพุทออปชันสามารถใช้สิทธิได้ครั้งเดียวในวันที่


ให้ทำการซื้อขายได้เป็นวันสุดท้าย (Last Trading Day) เท่านั้น หากยังไม่ถึงวันที่ให้


ทำการซื้อขายได้เป็นวันสุดท้าย ผู้ซื้อจะขอใช้สิทธิก่อนไม่ได้ ดังนั้น หากผู้ซื้อต้องการ


รับรู้กำไรขาดทุนจากการซื้อหรือขายออปชันก่อนครบกำหนด จะต้องใช้วิธีการล้างสถานะ (Offset Position) เท่านั้น โดยส่วนต่างระหว่างค่าพรีเมียมที่จ่ายซื้อ SET50 Options และค่าพรีเมียมที่ได้รับจากการขาย SET50 Index Options คือกำไรขาดทุนจาก
การซื้อขายออปชันนั่นเอง

Image
เดือนที่สัญญาครบกำหนด
       
SET50 Index Options ที่เปิดให้ซื้อขายจะมีอายุของสัญญาแตกต่างกันไป
โดยจะมีเดือนที่สัญญาครบกำหนดอายุทุกไตรมาส ได้แก่เดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม ทั้งนี้ SET50 Index Options ในแต่ละเดือนจะสามารถซื้อขายได้จนถึง
วันทำการก่อนหน้าวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ออปชันนั้นๆ หมดอายุ และเมื่อออปชันเดือนนั้นๆ หมดอายุ จะมีออปชันรุ่นใหม่ที่หมดอายุเดือนเดียวกันแต่เป็นปีถัดไปขึ้นมา


แทนที่ เช่น SET50 Index Options ที่หมดอายุเดือนมิถุนายนซึงมีวันทำการวันสุดท้ายคือวันที่ 30 มิถุนายน ดังนั้น วันที่สามารถซื้อขายได้เป็นวันสุดท้ายคือวันที่ 29 มิถุนายน โดยในวันที่ 29 มิถุนายนจะมี SET50 Index Options ที่หมดอายุเดือนมิถุนายนของ
ปีถัดไปขึ้นมาให้ซื้อขายทดแทนสัญญารุ่นเดิมที่กำลังจะหมดอายุลง

Image
ช่วงเวลาซื้อขาย (Trading Hours)
       
โดยปกติแล้วช่วงเวลาซื้อขายของตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกจะเปิด ก่อนและปิดหลังตลาดของสินค้าอ้างอิง (Cash market) ที่ออปชันนั้นไปอ้างอิงอยู่ ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย
ก็เช่นกัน เวลาทำการจะเปิดเร็วกว่าตลาดหลักทรัพย์ 15 นาที่ และปิดช้ากว่า 15 นาที ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาด อนุพันธ์ ช่วงเวลาซื้อขายมีดังนี้

ช่วงก่อนเปิดตลาดภาคเช้า  9.15 น. - 9.45น.
ช่วงเปิดตลาดภาคเช้า 9.45 น. - 12.30 น.
ช่วงก่อนเปิดตลาดภาคบ่าย 14.00 น. - 14.30 น.
ช่วงเปิดตลาดภาคบ่าย 14.30 น. - 16.55 น.
Image
ช่วงราคาซื้อขายขั้นต่ำ (Minimum Tick Size)
          ค่าพรีเมียมที่นักลงทุนตกลงซื้อขายกันนี้จะมีหน่วยที่ละเอียดที่สุดเป็นทศนิยม
1 ตำแหน่งเท่านั้น เช่น นักลงลงทุนอาจเสนอซื้อขายออปชันกันที่ราคา 25.00 จุด,
25.10 จุด และ 25.20 จุด เป็นต้น แต่ไม่สามารถเสนอราคาที่มีจุดทศนิยมสองตำแหน่ง เช่น 25.15 จุดได้เพราะระบบการซื้อขายจะไม่รับคำสั่งดังกล่าว
 
ราคาใช้สิทธิ (Exercise Price)
          ตลาดอนุพันธ์ฯแห่งประเทศไทยกำหนดให้ราคาใช้สิทธ์ในแต่ละช่วงห่างกันเท่ากับ 10 จุด โดยที่ช่วงเริ่มต้นของทุกวันทำการกำหนดให้มี
• Series ที่ At-the-money 1 Series
• Series ที่ In-the-money 5 Series
• Series ที่ Out-of-the-money 5 Series

Image


SET50 Index Options
        ที่ซื้อขายกันในตลาดอนุพันธ์ฯ จะมี “ราคาใช้สิทธิ” ที่แตกต่างกันไป โดยราคาใช้สิทธิของออปชันแต่ละตัวจะเป็นจำนวนเต็มสิบและห่างกัน Series ละ 10 จุด เช่น SET50 Index Options ที่ซื้อขายอาจมีราคาใช้สิทธิที่ 600 จุด 610 จุด และ
620 จุด เป็นต้น แต่จะไม่มีราคาใช้สิทธิ 605 จุด เพราะไม่ใช่จำนวนเต็มสิบ
ในแต่ละวันตลาดอนุพันธ์ฯ จะตรวจสอบว่าดัชนี SET50 Index ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในแต่ละวันปิดที่ระดับดัชนีเท่าไร ทั้งนี้ เพื่อดูแลให้ SET50 Index Options ที่ซื้อในตลาดอนุพันธ์ฯ ในวันรุ่งขึ้น มีราคาใช้สิทธิที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของดัชนี SET50 Index ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยตลาดอนุพันธ์ฯ จะดูแลให้ SET50 Options ที่ซื้อขายในแต่ละอายุสัญญา มีราคาใช้สิทธิที่แตกต่างกันอย่างน้อย 11 ระดับราคา
ด้วยกัน ประกอบด้วย
Image
        ราคาใช้สิทธิที่  น้อยกว่า  ราคาปิดของดัชนี SET50 Index ของวันทำการก่อนหน้า อย่างน้อย 5 ระดับราคา
        ราคาใช้สิทธิที่  ใกล้เคียง กับราคาปิดของดัชนี SET50 Index ของวันทำการก่อนหน้า จำนวน 1 ระดับราคา
        ราคาใช้สิทธิที่  มากกว่า  ราคาปิดของดัชนี SET50 Index ของวันทำการก่อนหน้า อย่างน้อย 5 ระดับราคา  

ตัวอย่างเช่น

ในวันที่ 28 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันทำการก่อนที่จะเปิดทำการซื้อขาย SET50 Index Options ดัชนี SET50 Index ปิดที่ระดับ
503.40 จุด ในวันทำการถัดไป (29 มิ.ย.) จะมี SET50 Index Options ที่มีราคาใช้สิทธิแตกต่างกันให้เลือกซื้อขาย
ดังตารางขวามือ
 
กรณี Call Options
• มีราคาใช้สิทธิที่ OTM อย่างน้อย 5 Series เช่น 510 - 550 จุด
• มีราคาใช้สิทธิที่ ATM เท่ากับ 1 Series เช่น 500 จุด
• มีราคาใช้สิทธิที่ ITM อย่างน้อย 5 Series เช่น 450 - 490 จุด

กรณี Put Options
• มีราคาใช้สิทธิที่ OTM อย่างน้อย 5 Series เช่น 450 - 490 จุด
• มีราคาใช้สิทธิที่ ATM เท่ากับ 1 Series เช่น 500 จุด
• มีราคาใช้สิทธิที่ ITM อย่างน้อย 5 Series เช่น 510 - 550 จุด

        ถ้าหากว่า ณ สิ้นวันที่ 29 มิ.ย. ดัชนี SET50 Index เปลี่ยนไป
ตลาดอนุพันธ์จะมีการตรวจสอบราคาปิดของ SET50 Index เพื่อรักษาให้มีจำนวน Series ที่
In-the-money และ Out-of-the-money อย่างน้อยอย่างละ
5 Series เสมอ หากพบว่าต้องเพิ่ม Series ใหม่ ตลาดอนุพันธ์จะเพิ่ม Series ใหม่ในวันทำการถัดไป ขึ้นมาให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกซื้อขาย Series ที่เพิ่มมาใหม่ก็จะคงอยู่ให้ซื้อขายไปจนถึงวันที่ออปชันหมดอายุ
Image
Image
ตัวอย่างเช่น  
        หากวันที่ 29 มิ.ย. ดัชนี SET50 Index เพิ่มขึ้นจาก 503.40 จุด ไปปิดที่ระดับราคา 512.96 จุด ดังนั้น ราคาใช้สิทธิที่ ATM จะเท่ากับ 510 จุด มีผลทำให้ SET50 Index Options ที่มีราคาใช้สิทธิมากกว่า ดัชนี SET50 Index เหลือแค่ 4 ระดับจึงต้องมีการเพิ่ม SET50 Index Options ที่มีราคาใช้สิทธิ ณ 560 จุด ขึ้นมาอีก 1 ระดับราคา เพื่อรักษาให้มี SET50 Index Options ที่มีราคาใช้สิทธิมากกว่า ดัชนี SET50 Index อย่างน้อย 5 ระดับอยู่เสมอ ทำให้ราคาใช้สิทธิที่มีให้เลือกในแต่ละรุ่น
มีดังตารางขวามือ
 
กรณี Call Options
• มีราคาใช้สิทธิที่ OTM อย่างน้อย 5 Series เช่น 520 - 560 จุด
• มีราคาใช้สิทธิที่ ATM เท่ากับ 1 Series เช่น 510 จุด
• มีราคาใช้สิทธิที่ ITM อย่างน้อย 5 Series เช่น 450 - 500 จุด

กรณี Put Options
• มีราคาใช้สิทธิที่ OTM อย่างน้อย 5 Series เช่น 450 - 500 จุด
• มีราคาใช้สิทธิที่ ATM เท่ากับ 1 Series เช่น 510 จุด
• มีราคาใช้สิทธิที่ ITM อย่างน้อย 5 Series เช่น 520 - 560 จุด


การเปลี่ยนแปลงราคาซื้อขายสูงสุดในแต่ละวัน (Price Limit)
       
ค่าพรีเมียมของออปชันที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ระหว่างวันจะคำนวณได้จากสูตร
การคำนวณคือ Previous Day Option Settlement Price (Reference Price) + 30% ของราคาปิดของ SET50 Index ในวันทำการก่อนหน้า โดยในกรณีที่ราคาต่ำสุดที่คำนวณได้มีค่า
ติดลบจะกำหนดให้ราคาต่ำสุดที่ซื้อขายได้เท่ากับ 0.1 จุด ตัวอย่างเช่น ถ้า Previous Day Option Settlement Price ของคอลออปชันเท่ากับ 50 จุด และราคาปิดของ SET50 Index ในวันทำการก่อนหน้าเท่ากับ 520.00 จุด ดังนั้น Price Limit ของคอลออปชันในวันทำการ
ถัดไปจะเท่ากับ
                     ราคาสูงสุด: 50 + (0.3)(520.00) = 206.0 จุด
                        ราคาต่ำสุด: 50 – (0.3)(520.00) = 0.1 จุด
Image



วันสุดท้ายของการซื้อขาย (Last Trading Day)
        วันทำการที่สามารถซื้อขายได้เป็นวันสุดท้าย (Last Trading Day) คือ วันทำการก่อน
วันทำการสุดท้ายของเดือนที่สัญญาสิ้นสุดอายุ เช่น วันทำการสุดท้ายของเดือนธันวาคมคือวันที่
30 ธ.ค. ดังนั้น วันทำการที่สามารถซื้อขายได้เป็นวันสุดท้ายคือวันที่ 29 ธ.ค. ในกรณีที่ตรงกับ
วันหยุดให้เลื่อนขึ้นมาเร็วขึ้น เช่น สมมติว่าวันที่ 30 ธ.ค. ตรงกับวันเสาร์ ดังนั้น วันทำการสุดท้าย
ของเดือนธันวาคมคือวันที่ 29 ธ.ค. วันทำการที่สามารถซื้อขายได้เป็นวันสุดท้ายจึงเป็นวันที่
28 ธ.ค. และในวันทำการซื้อขายวันสุดท้ายจะสามารถซื้อขายสัญญาของเดือนที่จะสิ้นสุดอายุได้
ถึงเวลา 16:30 น. เท่านั้น ในขณะที่สัญญาของเดือนที่ยังไม่หมดอายุสามารถซื้อขายได้ถึงเวลา
16:55 น. ตามปกติ


Image
ราคาที่ใช้ชำระราคาในวันซื้อขายวันสุดท้าย (Final Settlement Price)
       ในการคำนวณราคา Final settlement price นั้น ตลาดอนุพันธ์ได้กำหนดให้ใช้ค่าเฉลี่ยของ SET50 Index ของ
วันซื้อขายสุดท้าย โดยกำหนดให้ใช้ค่าดัชนีรายนาทีตั้งแต่เวลา 16.01 – 16.30 น. บวกกับระดับดัชนีราคาปิด SET50 Index ของวันนั้น และกำหนดให้ตัดค่ามากที่สุด 3 ค่าและค่าที่น้อยที่สุด 3 ค่าออก และใช้ค่าทศนิยม 2 ตำแหน่งเท่านั้น
ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับการคำนวณราคา Final settlement price ของ SET50 Index Futures


วิธีการส่งมอบหรือชำระราคา (Settlement Method)
          วิธีการส่งมอบหรือชำระราคาของ SET50 Index options นั้นกำหนดให้ชำระราคาเป็นเงินสด (Cash Settlement) เนื่องจากเป็นการยากที่นักลงทุนจะหาตะกร้าหุ้นจำนวน 50ตัว ที่มีสัดส่วนเดียวกันกับระดับดัชนี SET50 Index มาส่งมอบกันได้ จึงต้องชำระราคาเป็นเงินสด โดยในวันซื้อขายวันสุดท้ายนั้นสัญญาไหนที่มีสถานะเป็น ITM สำนักหักบัญชีจะทำการใช้สิทธิให้โดยอัตโนมัติ (Automatic Exercise) โดยที่นักลงทุนไม่ต้องแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิเหมือนกับ warrant อย่างไรก็ตาม เนื่องจากออปชันเป็นสัญญาสิทธิ นักลงทุนมีสิทธิเลือกที่จะใช้หรือ
ไม่ใช้สิทธิก็ได้ ถ้านักลงทุนต้องการที่จะไม่ใช้สิทธิแม้ว่าจะมีกำไรจากการใช้สิทธิ
นักลงทุนสามารถจะขอไม่ใช้สิทธิก็ได้ โดยแจ้งความประสงค์ไปยังโบรกเกอร์ที่
นักลงทุนใช้บริการอยู่ แต่เป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่ควรปฎิบัติ นักลงทุนควรที่จะใช้สิทธิเมื่อมีกำไรจากการใช้สิทธิถึงแม้เป็นจำนวนเงินที่ เล็กน้อยก็ตาม





อ่านข้อมูลเพิ่มเติม 







ที่มา tsi-thailand.org

No comments:

Post a Comment