Saturday, October 31, 2015

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 06 ส่วน 3 มูลนิธิ มาตรา 110-136 ส่วนที่ 3 มูลนิธิ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 06

ส่วน 3 มูลนิธิ มาตรา 110-136
ส่วนที่ 3 มูลนิธิ

          มาตรา 110  มูลนิธิได้แก่ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับ
วัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดีการศึกษา หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้มุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน และได้จดทะเบียน
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้
          การจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ ต้องมิใช่เป็นการหาผลประโยชน์
เพื่อบุคคลใดนอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง
          มาตรา 111  มูลนิธิต้องมีข้อบังคับ และต้องมีคณะกรรมการ
ของมูลนิธิประกอบด้วยบุคคลอย่างน้อยสามคน เป็นผู้ดำเนินกิจการ
ของมูลนิธิตามกฎหมายและข้อบังคับของมูลนิธิ
          มาตรา 112  ข้อบังคับของมูลนิธิอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
          (1) ชื่อมูลนิธิ
          (2) วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
          (3) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และที่ตั้งสำนักงานสาขาทั้งปวง
          (4) ทรัพย์สินของมูลนิธิขณะจัดตั้ง
          (5) ข้อกำหนดเกี่ยวกับคณะกรรมการของมูลนิธิ ได้แก่ จำนวนกรรมการ การตั้งกรรมการ  วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ และการประชุมของคณะกรรมการ
          (6) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการมูลนิธิ การจัดการทรัพย์สินและบัญชีของมูลนิธิ
          มาตรา 113  มูลนิธิต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า "มูลนิธิ" ประกอบกับชื่อของมูลนิธิ
          มาตรา 114  การขอจดทะเบียนมูลนิธินั้น ให้ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิ
ิยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของ
มูลนิธิจะตั้งขึ้นในคำขออย่างน้อยต้องระบุเจ้าของทรัพย์สินและรายการ
ทรัพย์สินที่จะจัดสรรสำหรับมูลนิธิ รายชื่อ ที่อยู่และอาชีพของ
ผู้จะเป็นกรรมการของมูลนิธิทุกคนพร้อมกับแนบข้อบังคับของ
มูลนิธิมากับคำขอด้วย

          มาตรา 115  เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอแล้วเห็นว่า คำขอนั้นถูกต้องตามมาตรา 114 และข้อบังคับถูกต้องตามมาตรา 112 และวัตถุประสงค์เป็นไปตามมาตรา 110 และไม่ขัดต่อกฎหมาย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือไม่เป็นภยันตรายต่อความสงบสุข
ของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ และรายการซึ่งจดแจ้งในคำขอ
หรือข้อบังคับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และผู้จะเป็นกรรมการ
ของมูลนิธินั้นมีฐานะและความประพฤติเหมาะสมในการดำเนินการตาม
วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียน
และออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่มูลนิธินั้น  และประกาศการจัดตั้งมูลนิธิในราชกิจจานุเบกษา
          ถ้านายทะเบียนเห็นว่าคำขอหรือข้อบังคับไม่ถูกต้องตามมาตรา 114 หรือมาตรา 112 หรือรายการซึ่งจดแจ้งในคำขอหรือข้อบังคับ
ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ หรือผู้จะเป็นกรรมการของมูลนิธิ
มีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์
ของมูลนิธิ ให้มีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนแก้ไข
หรือเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องเมื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงถูกต้องแล้ว ให้รับจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่มูลนิธินั้น
          ถ้านายทะเบียนเห็นว่าไม่อาจรับจดทะเบียนได้เนื่องจาก
วัตถุประสงค์ของมูลนิธิไม่เป็นไปตามมาตรา 110 หรือขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรืออาจจะเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชน
หรือความมั่นคงของรัฐ หรือผู้ขอจดทะเบียนไม่แก้ไข
หรือเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง
ของนายทะเบียนให้นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน และแจ้งคำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลที่ไม่รับจดทะเบียนให้ผู้ขอจดทะเบียน
ทราบโดยมิชักช้า
          ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่รับจดทะเบียนนั้น
ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อ
นายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งไม่รับจดทะเบียน
          ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยอุทธรณ์
์และแจ้งคำวินิจฉัยให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายในเก้าสิบวันนับแต่
่วันที่นายทะเบียนได้รับหนังสืออุทธรณ์ คำวินิจฉัยของ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้เป็นที่สุด
          มาตรา 116  ก่อนที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนมูลนิธิ ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิมีสิทธิขอถอนการจัดตั้งมูลนิธิได้โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อนายทะเบียนสิทธิที่จะขอถอนการจัดตั้งมูลนิธินี้ไม่ตกทอดไปยังทายาท
          ในกรณีที่มีผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิหลายคน  ถ้าผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิคนหนึ่งคนใดใช้สิทธิถอนการจัดตั้งมูลนิธิ ให้คำขอจัดตั้งมูลนิธินั้นเป็นอันระงับไป
          มาตรา 117  ในกรณีที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตายก่อน
นายทะเบียนรับจดทะเบียนมูลนิธิ  ถ้าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรม
ยกเลิกการจัดตั้งมูลนิธิที่ขอจัดตั้งไว้ให้คำขอจัดตั้งมูลนิธิที่ผู้ตายได้ยื่น
ไว้ต่อนายทะเบียนยังคงใช้ได้ต่อไป และให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดก
หรือผู้ซึ่งผู้ตายมอบหมาย ดำเนินการในฐานะเป็นผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิต่อไป ถ้าบุคคลดังกล่าวไม่ดำเนินการภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่
ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตาย บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงาน
อัยการจะดำเนินการในฐานะเป็นผู้ขอจัดตั้งมูลนิธินั้นต่อไปก็ได้
          ในกรณีที่ไม่สามารถจัดตั้งมูลนิธิขึ้นได้ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้ตายกำหนดไว้ ถ้าหากไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายสั่งการในเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างอื่น  ให้นำความในมาตรา 1679 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลมถ้าไม่สามารถดำเนินการตามมาตรา 1679 วรรคสอง หรือมูลนิธิจัดตั้งขึ้นไม่ได้ตามมาตรา 115 ให้ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้ตกเป็นมรดกของผู้ตาย
          มาตรา 118  ในกรณีที่มีข้อกำหนดพินัยกรรมให้ก่อตั้งมูลนิธิ
ตามมาตรา 1676 ให้บุคคลซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องจัดตั้งมูลนิธิตามมาตรา 1677 วรรคหนึ่ง ดำเนินการตามมาตรา 114 และตามบทบัญญัติแห่งมาตรานี้
          ถ้าบุคคลซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องจัดตั้งมูลนิธิตามวรรคหนึ่ง มิได้ขอจดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่บุคคลดังกล่าวได้รู้หรือควรรู้ข้อกำหนดพินัยกรรมให้ก่อตั้งมูลนิธิ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดหรือพนักงานอัยการจะเป็นผู้ขอจดทะเบียนมูลนิธิก็ได้
          ถ้าผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนมูลนิธิไม่ดำเนินการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง
ให้ถูกต้องตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา 115 จนเป็นเหตุ
ุให้นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนมูลนิธิเพราะเหตุดังกล่าว  บุคคล
ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดหรือพนักงานอัยการจะเป็นผู้ขอจดทะเบียนมูลนิธินั้นอีกก็ได้
          ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิตามมาตรานี้ จะขอถอนการก่อตั้งมูลนิธิตามมาตรา 116 ไม่ได้
          ในกรณีที่มีผู้คัดค้านต่อนายทะเบียนว่าพินัยกรรมนั้นมิได้กำหนดให้
ก่อตั้งเป็นมูลนิธิ ให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้คัดค้านไปร้องต่อศาล
ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน   และให้
้นายทะเบียนรอการพิจารณาการจดทะเบียนไว้ก่อน เพื่อดำเนินการ
ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ถ้าผู้คัดค้านไม่ยื่นคำร้อง
ต่อศาลภายในเวลาที่กำหนดให้นายทะเบียนพิจารณาการจดทะเบียนมูลนิธินั้นต่อไป
          มาตรา 119  ในกรณีที่มีข้อกำหนดพินัยกรรมให้จัดตั้งมูลนิธิถ้า
พินัยกรรมที่ทำไว้มิได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับรายการตามมาตรา 112 (1)
  (3) (5) หรือ (6) ให้ผู้ยื่นคำขอตามมาตรา 118  กำหนดรายการดังกล่าวได้ ถ้าผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดคัดค้าน ให้นายทะเบียนมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร แล้วแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอ
และผู้คัดค้านทราบพร้อมทั้งแจ้งด้วยว่าหากผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านไม่พอใจ
ในคำสั่งดังกล่าว ก็ให้ไปร้องคัดค้านต่อศาลภายในหกสิบวัน
นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน   และให้นายทะเบียน
รอการพิจารณาจดทะเบียนไว้ก่อนเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษา
หรือคำสั่งของศาล  แต่ถ้าไม่มีการร้องคัดค้านต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด ให้นายทะเบียนพิจารณาจดทะเบียนมูลนิธิตามที่ได้มีคำสั่งไว้นั้นต่อไป
          มาตรา 120  ในกรณีที่มีบุคคลหลายรายยื่นคำขอจดทะเบียนมูลนิธิ
ตามพินัยกรรมของเจ้ามรดกรายเดียวกัน ถ้าคำขอนั้นมีข้อขัดแย้งกัน ให้นายทะเบียนเรียกผู้ยื่นคำขอมาตกลงกัน และถ้าผู้ยื่นคำขอ
ไม่มาตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกำหนด ให้นายทะเบียนมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร และให้นำความในมาตรา 119 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
          มาตรา 121  เมื่อได้จดทะเบียนมูลนิธิแล้ว  ถ้าผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิมีชีวิตอยู่ ให้ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เพื่อการ
นั้นตกเป็นของมูลนิธิตั้งแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนมูลนิธ
เป็นต้นไป
          ในกรณีที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตายก่อนนายทะเบียน
รับจดทะเบียนมูลนิธิ เมื่อได้จดทะเบียนมูลนิธิแล้ว  ให้ทรัพย์สินที่จัดสรร
ไว้เพื่อการนั้นตกเป็นของมูลนิธิตั้งแต่เวลาที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธินั้นถึงแก่ความตาย
          มาตรา 122  มูลนิธิที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล
          มาตรา 123  คณะกรรมการของมูลนิธิเป็นผู้แทนของมูลนิธิในกิจการ
อันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
          มาตรา 124  บรรดากิจการที่คณะกรรมการของมูลนิธิได้กระทำไป
แม้จะปรากฎในภายหลังว่ามีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือคุณสมบัติ
ของกรรมการของมูลนิธิ กิจการนั้นย่อมมีผลสมบูรณ์
          มาตรา 125  การแต่งตั้งกรรมการของมูลนิธิขึ้นใหม่ทั้งชุด
หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ ให้กระทำตามข้อบังคับ
ของมูลนิธิ  และมูลนิธิต้องนำไปจดทะเบียนภายในสามสิบวันนับ
แต่วันที่มีการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
           ถ้านายทะเบียนเห็นว่ากรรมการของมูลนิธิตามวรรคหนึ่ง
ผู้ใดมีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตาม
วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ นายทะเบียนจะไม่รับจดทะเบียน
กรรมการของมูลนิธิผู้นั้นก็ได้ในกรณีที่นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียน
กรรมการของมูลนิธิ  นายทะเบียนต้องแจ้งเหตุผลที่ไม่รับจดทะเบียน
ให้มูลนิธิทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียน และให้นำความในมาตรา 115 วรรคสี่และวรรคห้ามาใช้บังคับโดยอนุโลม
          ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งและไม่มีกรรมการ
ของมูลนิธิเหลืออยู่  หรือกรรมการของมูลนิธิที่เหลืออยู่ไม่สามารถ
ดำเนินการตามหน้าที่ได้  ถ้าข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดการ
ปฏิบัติหน้าที่ไว้เป็นอย่างอื่น ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจาก
ตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่กรรมการของมูลนิธิต่อไปจนกว่านายทะเบียนจะได้
แจ้งการรับจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่
          กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งเพราะถูกถอดถอน
โดยคำสั่งศาลตามมาตรา 129 จะปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคสามไม่ได้
          มาตรา 126  ภายใต้บังคับมาตรา 127 ให้คณะกรรมการ
ของมูลนิธิเป็นผู้มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ แต่ถ้าข้อบังคับของมูลนิธิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมไว้ การแก้ไขเพิ่มเติมต้องเป็นไปตามที่ข้อบังคับกำหนด และให้มูลนิธินำข้อบังคับที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการของมูลนิธิได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิและให้นำความในมาตรา 115 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
          มาตรา 127  การแก้ไขเพิ่มเติมรายการในข้อบังคับของมูลนิธิตาม
มาตรา 112 (2) จะกระทำได้แต่เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้
          (1) เพื่อให้สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ หรือ
          (2) พฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปเป็นเหตุให้วัตถุประสงค์
ของมูลนิธินั้นมีประโยชน์น้อย หรือไม่อาจดำเนินการให้สมประโยชน์
์ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นได้  และวัตถุประสงค์ของ
มูลนิธิที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นใกล้ชิดกับวัตถุประสงค์เดิมของมูลนิธิ
          มาตรา 128  ให้นายทะเบียนมีอำนาจตรวจตราและควบคุมดูแล
การดำเนินกิจการของมูลนิธิให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของ
มูลนิธิ เพื่อการนี้ให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งนายทะเบียนมอบหมายเป็นหนังสือ มีอำนาจ
          (1) มีคำสั่งเป็นหนังสือให้กรรมการ พนักงาน ลูกจ้างหรือตัวแทนของมูลนิธิ ชี้แจงแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของมูลนิธิ  หรือเรียกบุคคลดังกล่าวมาสอบถาม  หรือให้ส่งหรือแสดงสมุดบัญชีและเอกสารต่าง ๆ ของมูลนิธิเพื่อตรวจสอบ
          (2) เข้าไปในสำนักงานของมูลนิธิในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกเพื่อตรวจสอบกิจการของมูลนิธิ
          ในการปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง  ถ้าเป็นนายทะเบียนให้แสดงบัตรประจำตัวและถ้าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย ให้แสดงบัตรประจำตัวและหนังสือมอบหมายของนายทะเบียนต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
          มาตรา 129  ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิผู้ใดดำเนินกิจการของ
มูลนิธิผิดพลาดเสื่อมเสียต่อมูลนิธิ หรือดำเนินกิจการฝ่าฝืนกฎหมาย
หรือข้อบังคับของมูลนิธิ หรือกลายเป็นผู้มีฐานะหรือความประพฤติ
ไม่เหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ นายทะเบียน พนักงานอัยการหรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาล
ให้มีคำสั่งถอดถอนกรรมการของมูลนิธิผู้นั้นได้
           ในกรณีที่การกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำของคณะกรรมการ
ของมูลนิธิ  หรือปรากฏว่าคณะกรรมการของมูลนิธิไม่ดำเนินการ
ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอ
ต่อศาลให้มีคำสั่งถอดถอนกรรมการของมูลนิธิทั้งคณะได้ในกรณี
ที่ศาลมีคำสั่งถอดถอนกรรมการของมูลนิธิหรือคณะกรรมการของ
มูลนิธิตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  ศาลจะแต่งตั้งบุคคลอื่น
เป็นกรรมการของมูลนิธิ หรือคณะกรรมการของมูลนิธิแทนกรรมการ
ของมูลนิธิ หรือคณะกรรมการของมูลนิธิที่ศาลถอดถอนก็ได้ เมื่อศาลมีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลใดเป็นกรรมการของมูลนิธิแล้ว ให้นายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนไปตามนั้น
          มาตรา 130  มูลนิธิย่อมเลิกด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ดังต่อไปนี้
          (1) เมื่อมีเหตุตามที่กำหนดในข้อบังคับ
          (2) ถ้ามูลนิธิตั้งขึ้นไว้เฉพาะระยะเวลาใด เมื่อสิ้นระยะเวลานั้น
          (3) ถ้ามูลนิธิตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใด และได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว หรือวัตถุประสงค์นั้นกลายเป็นพ้นวิสัย
          (4) เมื่อมูลนิธินั้นล้มละลาย
          (5) เมื่อศาลมีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิตามมาตรา 131
          มาตรา 131  นายทะเบียน พนักงานอัยการ  หรือผู้มีส่วนได้เสีย
คนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิได้ในกรณีหนึ่ง
กรณีใดดังต่อไปนี้
          (1) เมื่อปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของมูลนิธิขัดต่อกฎหมาย
          (2) เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิกระทำการขัดต่อกฎหมาย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุข
ของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ
          (3) เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
ไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ หรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่สองปีขึ้นไป
          มาตรา 132  เมื่อมูลนิธิมีเหตุต้องเลิกตามมาตรา 130 (1) (2) หรือ (3) แล้ว ให้คณะกรรมการของมูลนิธิที่อยู่ในตำแหน่ง
ขณะมีการเลิกมูลนิธิแจ้งการเลิกมูลนิธิต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับ
แต่วันที่มีการเลิกมูลนิธิ
          ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด
ให้มูลนิธิล้มละลายตามมาตรา 130 (4) หรือมีคำสั่งถึงที่สุดให้เลิกมูลนิธิตามมาตรา 131  ให้ศาลแจ้งคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวให้นายทะเบียนทราบด้วย
          ให้นายทะเบียนประกาศการเลิกมูลนิธิในราชกิจจานุเบกษา
          มาตรา 133  ในกรณีที่มีการเลิกมูลนิธิ ให้มีการชำระบัญชีมูลนิธิและให้นำบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 22 ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด มาใช้บังคับแก่การชำระบัญชีมูลนิธิโดยอนุโลม  ทั้งนี้ ให้ผู้ชำระบัญชีเสนอรายงานการชำระบัญชีต่อนายทะเบียน และให้นายทะเบียนเป็นผู้อนุมัติรายงานนั้น
          มาตรา 134  เมื่อได้ชำระบัญชีแล้ว ให้โอนทรัพย์สินของมูลนิธิให้แก่มูลนิธิหรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ตามมาตรา 110 ซึ่งได้ระบุชื่อไว้ในข้อบังคับของมูลนิธิ  ถ้าข้อบังคับของมูลนิธิมิได้ระบุชื่อมูลนิธิหรือนิติบุคคลดังกล่าวไว้ พนักงานอัยการผู้ชำระบัญชี  หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาลให้จัดสรรทรัพย์สินนั้นแก่มูลนิธิหรือนิติบุคคลอื่นที่ปรากฎว่ามีวัตถุประสงค์ใกล้ชิดที่สุดกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นได้
          ถ้ามูลนิธินั้นถูกศาลสั่งให้เลิกตามมาตรา 131 (1) หรือ (2) หรือการจัดสรรทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งไม่อาจกระทำได้  ให้ทรัพย์สินของมูลนิธิตกเป็นของแผ่นดิน
          มาตรา 135  ผู้ใดประสงค์จะขอตรวจเอกสารเกี่ยวกับมูลนิธิ
ที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ หรือจะขอให้นายทะเบียนคัดสำเนา
เอกสารดังกล่าวพร้อมด้วยคำรับรองว่าถูกต้อง ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียน และเมื่อได้เสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว ให้นายทะเบียนปฏิบัติตามคำขอนั้น
          มาตรา 136   ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการ
ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนกับ
ออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับ
          (1) การยื่นคำขอจดทะเบียนและการรับจดทะเบียน
          (2) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสารการคัดสำเนาเอกสาร และค่าธรรมเนียมการขอให้นายทะเบียนดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับมูลนิธิรวมทั้งการยกเว้นค่าธรรมดังกล่าว
          (3) แบบบัตรประจำตัวของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่
          (4) การดำเนินกิจการของมูลนิธิและการทะเบียนมูลนิธิ
          (5) การอื่นใดเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติในส่วนนี้
          กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ลักษณะ 3 ทรัพย์ มาตรา 137-148
ลักษณะ 3 ทรัพย์
          มาตรา 137  ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง
          มาตรา 138  ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์
์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
          มาตรา 139  อสังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพย์สินอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย
          มาตรา 140  สังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย
          มาตรา 141  ทรัพย์แบ่งได้ หมายความว่า ทรัพย์อันอาจแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ ได้จริงถนัดชัดแจ้ง แต่ละส่วนได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว
          มาตรา 142  ทรัพย์แบ่งไม่ได้ หมายความว่า  ทรัพย์อันจะแยกออกจากกันไม่ได้นอกจากเปลี่ยนแปลงภาวะของทรัพย์ และหมายความรวมถึงทรัพย์ที่มีกฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่ได้ด้วย
          มาตรา 143  ทรัพย์นอกพาณิชย์ หมายความว่า ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้ และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
          มาตรา 144  ส่วนควบของทรัพย์ หมายความว่า ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป
          เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น
          มาตรา 145  ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่
          ไม้ล้มลุกหรือธัญชาติอันจะเก็บเกี่ยวรวงผลได้คราวหนึ่งหรือหลายคราวต่อปีไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน
          มาตรา 146 ทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินหรือติดกับโรงเรือน
เพียงชั่วคราวไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือโรงเรือนนั้น ความข้อนี้ให้ใช้บังคับแก่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วย
          มาตรา 147  อุปกรณ์ หมายความว่า สังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยปกตินิยมเฉพาะถิ่นหรือโดยเจตนาชัดแจ้งของเจ้าของทรัพย์ที่เป็นประธาน เป็นของใช้ประจำอยู่กับทรัพย์ที่เป็นประธานเป็นอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอยหรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน  และเจ้าของทรัพย์ได้นำมาสู่ทรัพย์ที่เป็นประธานโดยการนำมาติดต่อหรือปรับเข้าไว้ หรือทำโดยประการอื่นใดในฐานะเป็นของใช้ประกอบกับทรัพย์ที่เป็นประธานนั้น
          อุปกรณ์ที่แยกออกจากทรัพย์ที่เป็นประธาน
เป็นการชั่วคราวก็ยังไม่ขาดจากการเป็นอุปกรณ์ของทรัพย์ที่เป็น
ประธานนั้น
          อุปกรณ์ย่อมตกติดไปกับทรัพย์ที่เป็นประธาน
เว้นแต่จะมีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
          มาตรา 148  ดอกผลของทรัพย์ ได้แก่ ดอกผลธรรมดาและดอกผลนิตินัย
          ดอกผลธรรมดา หมายความว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของทรัพย์ ซึ่งได้มาจากตัวทรัพย์ โดยการมีหรือใช้ทรัพย์นั้นตามปกตินิยม และสามารถถือเอาได้เมื่อขาดจากทรัพย์นั้น
          ดอกผลนิตินัย หมายความว่า ทรัพย์หรือประโยชน์อย่างอื่น
ที่ได้มาเป็นครั้งคราวแก่เจ้าของทรัพย์จากผู้อื่นเพื่อการที่ได้ใช้ทรัพย์นั้น และสามารถคำนวณและถือเอาได้เป็นรายวันหรือตามระยะเวลาที่กำหนดไว้


No comments:

Post a Comment